Thongplew1’s Weblog


คำถามท้ายบทที่ ๕ เรื่อง การพัฒนาและใช้นโยบาย
มิถุนายน 28, 2008, 2:35 pm
Filed under: Uncategorized

ข้อ ๑. ตามความหมายของนโยบายที่คูบา ระบุไว้ทั้ง ๘ ความหมายท่านเห็นว่าความหมายใดสำคัญที่สุด เพราะอะไร?
ตามความหมายของนโยบายที่คูบากำหนดไว้ทั้ง ๘ ความหมาย ข้าพเจ้ามีความเห็นว่า ความหมายที่สำคัญที่สุดคือ
“การยืนยันเป้าประสงค์ที่ตั้งไว้”
เพราะเป้าประสงค์ที่ตังไว้ถือว่าเป็นกรอบความคิดเกี่ยวกับทิศทางและแนวทางที่ชัดเจน ในการดำเนินการขององค์การ เป็นรายละเอียดที่เป็นแนวทางในการนำความคิดออกสู่การปฏิบัติ ซึ่งเกิดจากการตัดสินใจร่วมกันองหน่วยงานต้นสังกัดและคณะกรรมการขององค์การในการกำหนดเป้าประสงค์ขององค์การ การยืนยันเป้าประสงค์ที่ตั้งไว้จึงแสดงให้เห็นถึงความสำเร็จที่เป็นเป้าหมายขององค์การ

ข้อ ๒. นโยบายมีหลายความหมายก็จริงแต่โดยสรุปก็คือกรอบความคิดเกี่ยวกับเรื่องอะไร จงอธิบาย
นโยบายมีหลายความหมายก็จริง แต่โดยสรุปคือ กรอบความคิดเกี่ยวกับรายละเอียดที่ช่วยให้เกิดความชัดเจนในการนำความคิดออกสู่การปฏิบัติ หมายความว่า นโยบายเป็นกรอบความคิดในรายละเอียดของการปฏิบัติของการดำเนินงาน ที่องค์กรต่าง ๆ ใช้เป็นแนวทางนำองค์กรไปสู่เป้าหมายและความสำเร็จโดยไม่หลงทาง ก่อให้เกิดความเข้าใจร่วมกันของบุคลากรในองค์กร และปฏิบัติได้อย่างถูกต้องเหมาะสม

ข้อ ๓. ในกระบวนความสำคัญของนโยบายทั้งหมดท่านเห็นว่าข้อใดสำคัญที่สุด เพราะอะไร จงอธิบาย
ในกระบวนการความสำคัญของนโยบายทั้งหมด ข้าพเจ้าเห็นว่าขอที่สำคัญที่สุด คือ
ข้อ ๒ สำคัญต่อบุคลากรทุกระดับชั้น ช่วยให้ทำกิจกรรมได้อย่างมีทิศทาง ร่วมกันทำงานเป็นหมู่คณะได้อย่างมีประสิทธิภาพ
เพราะการบริหารงานสู่ความสำเร็จได้นั้นจะต้องเกี่ยวข้องกับกบริหารคนถ้าสามารถทำให้บุคคลทุกระดับชั้น เกิดความเข้าใจในโยบายในทิศทางเดียวกันแล้วทุกคนจะมีทิศทางในการทำงานร่วมกัน ก่อให้เกิดประสิทธิภาพแลประสิทธิผล

ข้อ ๔. นโยบายประเภทใด สำคัญที่สุด เพราะอะไร อธิบาย
นโยบายมี ๓ ประเภท ได้แก่ นโยบายพื้นฐาน นโยบายทั่วไป และ นโยบายเฉพาะนโยบายทั้ง ๓ ประเภท ถือว่าสำคัญที่สุดทั้ง ๓ ข้อ เพราะเป็นที่หน่วยงานหรือองค์การจะต้องรับนโยบายทั้ง ๓ ประเภท เป็นแนวทางในการดำเนินงานของหน่วยงาน โดยให้เหมาะสมกับประเภทของนโยบายในแต่ละระดับ กล่าวคือ
(๑) นโยบายพื้นฐาน เป็นนโยบายระดับสูงสุด ได้แก่นโยบายระดับชาติที่หน่วยงานต้องให้
ความสำคัญเป็นนโยบายหลักของการพัฒนาประเทศร่วมกัน
(๒) นโยบายทั่วไป เป็นนโยบายที่อยู่ในระดับกระทรวง ทบวง กรม กำหนดตามนโยบาย
พื้นฐาน เพื่อเป็นนโยบายบริหารที่มีความชัดเจน ตามหน้าที่ของ กระทรวง ทบวง กรม รับผิดชอบในการดำเนินการสั่งการต่อไป
(๓) นโยบายเฉพาะ เป็นนโยบายที่มีความชัดเจนมากขึ้นในระดับภารกิจหรือกิจกรรมเพื่อเชื่อมนโยบายทั้ง ๒ ระดับคือ นโยบายพื้นฐาน และนโยบายทั่วไป สู่การปฏิบัติที่ชัดเจนเป็นนโยบายของหน่วยงานย่อย ที่มีหน้าที่รับผิดชอบโดยตรง

ข้อ ๕. นโยบายที่อยู่ในสถานะใด ที่ส่งผลต่อการปฏิบัติมากที่สุดเพราะอะไรจงอธิบาย
สถานะของนโยบายที่ส่งผลต่อการปฏิบัติมากที่สุด คือ นโยบายในสถานะของการวางแผน เพราะการวางแผน เป็นสถานะหลักเบื้องต้นของการก่อให้เกิดนโยบายและการวางแผนเป็นการวางแผนเพื่อให้ได้กรอบความคิดสำหรับเป็นฐานะรองรับหรือเรียกว่ากรอบองการปฏิบัติ
นอกจากนี้ในการดำเนินงานของหน่วยงานในระดับต่าง ๆ จะต้องมีการวางแผนให้มีแผนเป็นแนวทางในการปฏิบัติงาน ดังนั้นจึงถือได้ว่านโยบายที่อยู่ในสถานะของการวางแผนจะส่งผลต่อกรปฏิบัติมากที่สุด
ข้อ ๖. นโยบายตามมาตราใดของรัฐธรรมนูญเป็นเรื่องใหม่ของสังคมไทย จงยกตัวอย่างมาหนึ่งมาตราและแสดง แนวทางในการสนองนโยบายมาพอเข้าใจ
นโยบายของรัฐธรรมนูญที่ถือว่าเป็นเรื่องใหม่ในสังคมไทย คือ
มาตรา ๔๓ บุคคลย่อมมีสิทธิเสมอกันในการรับการศึกษาขั้นพื้นฐานไม่น้อยกว่าสิบสองปีที่รัฐจะต้องจัดให้อย่างทั่วถึงและมีคุณภาพโดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย
แนวทางในการสนองนโยบาย โดย การจัดการศึกษาให้กับประชาชนทุกส่วนอย่างทั่วถึงให้ได้มีโอกาสทางการศึกษาขั้นพื้นฐานอย่างน้อย ๑๒ ปี โดยทุกฝ่ายจะต้องร่วมมือกันขยายโอกาสทางการศึกษาให้ถึงผู้ด้อยโอกาสทางการศึกษาไม่ว่าจะเป็นท้องถิ่นทุรกันดาร ห่างไกล แก่ผู้ต้องขัง ในทัณฑสถานและเรือนจำต่าง ๆ ที่ยังไม่ได้รับการศึกษาตามที่กำหนด

ข้อ ๗. ท่านมีแนวทางการดำเนินงานตามมาตรา ๔๓ ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. ๒๕๔๐ อย่างไร จงอธิบายเป็นข้อๆ
แนวทางดำเนินงานตามมาตรา ๔๓ ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. ๒๕๔๐
๑. จัดทำแผนพัฒนากาศึกษาของสถานศึกษา โดยกำหนดโครงการให้มีการจัดทำรายละเอียดของโครงการและงานที่ชัดเจน
๒. การจัดทำงบประมาณรองรับการดำเนินงานตามนโยบาย
๓. จัดทำแผนปฏิบัติการ โดยมีรายละเอียดภารกิจและกิจกรรมอย่างรอบครอบเพื่อให้เกิดการดำเนินการและการประสานงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
๔. การจัดการองค์กร และอัตรากำลังให้มีความพร้อมในการปฏิบัติได้อย่างมีมาตรฐาน
๕. การดำเนินงาน โดยอาศัยมาตรฐานของแผนควบคู่ไปกับมาตรฐานการปฏิบัติตามเป้าหมายคือ งานสำเร็จตามเป้าหมาย คนและองค์กรมีความมั่นคงและมีความสุขโดยมีการติดต่อสื่อสารที่ดี มีการประสานงาน มีการควบคุม มีการประเมิน ระหว่างปฏิบัติงาน มีการปรับปรุงแก้ไขเพื่อให้การขับเคลื่อนอย่างเร็วและเกิดประโยชน์กับทุกฝ่าย
๖. กิจกรรมการดำเนินงานประกอบด้วย
(๑) การประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนได้รับรู้อย่างทั่วถึงเกี่ยวกับสิทธิทางการศึกษาผลดี และผลเสียของการไม่ปฏิบัติตามสิทธิ เพื่อกระตุ้นให้การปฏิบัติตาม
(๒) การจัดการศึกษาให้แก่ประชาชนอย่างมีคุณภาพ
(๓) การจัดการศึกษาในรูปแบบต่าง ๆ ที่สอดคล้องกับความต้องการของผู้เรียน
(๔) การขยายการศึกษาให้เข้าถึงผู้เรียนในทุกส่วน

ข้อ ๘. สาระหลักของนโยบายคืออะไร จงอธิบาย
สาระหลักของนโยบาย คือ หน้าที่หลักขององค์กร หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการกำหนดจุหมาย หรือผลลัพธ์ในเชิงปริมาณและคุณภาพ โดยกำหนดเป็นแนวทางการดำเนินการ รายละเอียดตามหน้าที่หลักขององค์กรได้อย่างชัดเจน
ในการกำหนดสาระของนโยบายนั้นขึ้นอยู่กับปัจจัย ๒ ปัจจัย ได้แก่
๑. ปัจจัยที่เป็นองค์ประกอบพื้นฐาน โดยคำนึงถึงประโยชน์ขององค์กรเป็นสำคัญ
๒. ปัจจัยที่เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม หรือบริบท ได้แก่ปัจจัยด้านการเมือง เศรษฐกิจ สังคมวัฒนธรรม และวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

ดังนั้น สาระหลักในการกำหนดนโยบายจะต้องมีรูปแบบการดำเนินงานตามนโยบายเป็นสำคัญ ตามสาระต่อไปนี้
๑. สาระหลักของคุณภาพและความหลากหลาย โดย
– กำหนดองค์ประกอบของคุณภาพ
– กำหนดขอบเขตของความหลากหลาย
– การเปลี่ยนแปลงจุดเน้นให้สอดคล้องกับสภาพของสังคม
– มีหลักการประเมินผล ทิศทางของนโยบายอย่างชัดเจน
๒. สาระแนวโน้มในการบริหารจัดการ เพื่อกำหนดรูปแบบการบริหารงานให้ทุกส่วนได้รับผิดชอบ

ข้อ ๙. จงเขียนนโยบายมา 1 นโยบาย พร้อมอธิบายว่าทำไมจึงกำหนดเช่นนั้น

นโยบายของฝ่ายพัฒนาการศึกษา วิทยาลัยอาชีวศึกษาสิงห์บุรี
นโยบาย “การสร้างเสริมประสบการณ์และคุณธรรมจริยธรรมแก่นักศึกษาด้วยกิจกรรม ซึ่งเป็นของนักศึกษา โดยนักศึกษา เพื่อนักศึกษา”
หลักการและเหตุผล
การศึกษา คือ การเปลี่ยนแปลงชีวิตในทางที่ดีขึ้น ด้วยการเป็นคนดี คนเก่ง และมีความสุข ตามจุดมุ่งหมายของพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ ปี พ.ศ. ๒๕๔๒ สถานศึกษาจึงมีหน้าที่ในการพัฒนาผู้เรียนให้บรรลุวัตถุประสงค์ ดังกล่าว ด้วยวิธีการที่หลากหลาย กิจกรรมชมรม จึงเป็นขบวนการหน้าที่จะสามารถสร้างเสริมประสบการณ์และคุณธรรมจริยธรรม ให้แก่นักศึกษาด้วยประสบการณ์ตรงโดยมีครูที่ปรึกษาให้คำแนะนำ เพื่อเป็นการฝึกประสบการณ์ในระหว่างเรียนอย่างมีคุณภาพ
แนวทางการดำเนินงาน
๑. ชมรมบังคับตามนโยบายที่ต้องเปิดมี ชมรมลูกเสือ-เนตรนารี ชมรมวิชาชีพตามสาขาวิชา ชมรมพระพุทธศาสนา ชมรมประชาธิปไตย ชมรมคุ้มครองผู้บริโภค ชมรมหมากล้อม นอกจากนี้การเปิดชมรมขึ้นอยู่กับความถนัดและความสามารถของครูที่ปรึกษาชมรมและนักศึกษา โดยมีเกณฑ์ว่า ชมรมที่สามารถเปิดได้ต้องมีสมาชิก อย่างน้อย ๒๕ คน
๒. ระดับ ปวช. ๑ ลงชมรมลูกเสือ-เนตรนารี ตามข้อกำหนดของระเบียบองค์การวิชาชีพ
๓. ระดับชั้น ปวช.๓ และ ปวส.๒ ลงชมรมวิชาชีพ เพื่อสร้างเสริมประสบการณ์วิชาชีพเกี่ยวกับการทำโครงการ
๔. ระดับชั้น ปวช.๒ และ ปวส.๑ สามารถเลือกลงชมรมที่สนใจ มีความถนัดและความสามารถที่นักศึกษาเห็นว่าช่วยสร้างเสริมประสบการณ์และคุณธรรมจริยธรรมให้แก่ตนเองได้
เหตุผลที่กำหนดนโยบายเช่นนี้
๑. วิทยาลัยอาชีวศึกษาสิงห์บุรีเป็นสถาบันการศึกษาวิชาชีพที่ต้องเน้นทักษะในการทำงานของผู้เรียนทั้งในและนอกห้องเรียน
๒. กิจกรรมชมรมเป็นวิธีการหนึ่งที่มีประสิทธิภาพในการสร้างเสริมประสบการณ์การทำงานและคุณธรรมจริยธรรมแก่นักศึกษาในทางตรง

๓. กิจกรรมชมรมเป็นวิธีการที่ตอบสนองความสนใจ ความต้องการและ ความถนัด ของนักศึกษา เป็นการใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ และเป็นวิธีการพัฒนา ให้นักศึกษาถึงพร้อมด้วยคุณสมบัติ การเป็นคนดี คนเก่ง และมีความสุข
๔. กิจกรรมชมรมเป็นกระบวนการส่งเสริมการทำงานเป็นทีมของนักศึกษาและครูอาจารย์อย่างต่อเนื่อง

ข้อ ๑๐. มีปัจจัย เพื่อการกำหนดนโยบายอะไรบ้าง ถ้าขาดปัจจัยแต่ละด้านจะทำให้เกิดผลเสียอะไร จงอธิบาย
ปัจจัยเพื่อการกำหนดนโยบาย ๒ ประเภท คือ
๑. ปัจจัยที่เป็นองค์ประกอบพื้นฐาน เป็นปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับประโยชน์และคุณภาพของนโยบาย กล่าวคือ ในการกำหนดนโยบายนั้นต้องคำนึงถึงประโยชน์ขององค์กรเป็นสำคัญ นอกจากนี้นโยบายต้องมีคุณภาพโดยต้องมีปัจจัยเกี่ยวกับ ผู้กำหนดนโยบาย วิธีการที่ใช้ในการกำหนดนโยบายและมีข้อมูลที่สำคัญในการส่งผลต่อความเปลี่ยนแปลงและพัฒนาองค์กรได้เป็นอย่างดี
ถ้าขาดปัจจัยข้อนี้จะทำให้เกิดผลเสียคือ องค์กรไม่เกิดการพัฒนา เกิดปัญหาด้านการบริหารจัดการ และไร้ทิศทางกรอบในการดำเนินงาน
๒. ปัจจัยที่เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมหรือบริบท ได้แก่ปัจจัยด้าน
– ด้านการเมือง ซึ่งเป็นเรื่องของการได้มาซึ่งอำนาจและการใช้อำนาจในการได้มาซึ่งงบประมาณ
– ด้านเศรษฐกิจ เป็นเรื่องของการผลิต การบริการ การบริโภค ทำให้เกิดรายได้และรายจ่าย
– ด้านสังคมวัฒนธรรม เป็นเรื่องของคน กลุ่มคน และวิถีชีวิตถือเป็นแหล่งที่มาของปัญหาแความต้องการทางการศึกษาทั้งในเชิงปริมาณ และคุณภาพ เป็นปัจจัยที่ต้องคำนึงถึงเป็นอันดับแรก
– ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเป็นแหล่งวิทยาการที่ช่วยสร้างผลผลิตที่ช่วยให้มนุษย์เพิ่มความสามารถในการทำงานแทนแรงคน-แรงสัตว์ช่วยสร้างผลผลิตและบริการได้เพิ่มขึ้นทั้งปริมาณและคุณภาพ
ถ้าขาดปัจจัยข้อนี้จะทำให้เกิดผลเสีย คือ การกำหนดนโยบาย จะไร้ทิศทาง ไม่
สามารถจัดงบประมาณรายรับรายจ่ายให้สมดุลได้ กลายเป็นองค์กรที่ขาดความเข็มแข็ง

ข้อ ๑๑. มีขั้นตอนในการกำหนดและนำนโยบายไปใช้อะไรบ้าง
ขั้นตอนในการกำหนดและนำนโยบายไปใช้มี 4 ขั้นตอนคือ
(๑) ขั้นตอนการวิจัยนโยบาย เป็นการกำหนดนโยบายที่ต้องทำงานเชิงระบบมากขึ้น ด้วยการวิจัยนโยบายด้วยวิธีการที่เป็นระบบและเชื่อถือได้ ด้านวิธีการ วิจัยนโยบายด้วยเทคนิควิจัยแบบเดิม  การสังเคราะห์ผลใหม่ การวิเคราะห์ผลหลังการวิจัย การประเมินหลังการวิจัย
การวิจัยอนาคต
(๒) ขั้นการพัฒนานโยบาย โดยการยกร่างนโยบายเน้นการมีส่วนร่วมของผู้รู้ ผู้มีส่วนได้เสียจัดประชุมเชิงปฏิบัติการ เพื่อพิจารณาร่างและปรับปรุง ร่างนโยบายนำเสนอผู้มีอำนาจเพื่อรับหลักการจัดทำโครงสร้างและรายละเอียดมาตรการหรือกลยุทธ์เพื่อความชัดเจนในการนำไปใช้ มอบหมายหน่วยงานรับผิดชอบซึ่งมีส่วนร่วมในการจัดทำนโยบายให้ดำเนินการขั้นต้นในการนำนโยบายไปใช้
(๓) ขั้นการใช้นโยบาย เป็นการแปลงนโยบายสู่การปฏิบัติ ดังนี้
๓.๑ การจัดทำแผนพัฒนาการศึกษา โดยนำนโยบายมาวิเคราะห์ร่วมกับหน้าที่
ของแต่ละกรม-สถาบัน นำไปใช้เป็นกรอบ จัดทำแผนพัฒนาการศึกษาของ
แต่ละสถาบัน
๓.๒ การจัดทำแผนพัฒนาการศึกษาให้มีนโยบายยอมรับในระยะยาว
๓.๓ การจัดทำงบประมาณ
๓.๔ การจัดทำแผนปฏิบัติการ
๓.๕ การจัดองค์กรและอัตรากำลัง
๓.๖ การดำเนินการ
(๔) ขั้นการประเมินผลนโยบาย เป็นการพิจารณาว่าการดำเนินการเป็นไปตามนโยบายทั้งระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว โดยการประเมินนโยบายหรือประเมินผลงาน

ข้อ ๑๒. จงอ่านงานวิจัยการศึกษามา ๑ เรื่อง และทดสอบกำหนดนโยบายโดยใช้ข้อมูลนั้น พร้อมทั้งอธิบายว่าทำไมจึงกำหนดเช่นนั้น

จากการอ่านงานวิจัยการศึกษาเรื่อง”ความคิดเห็นจริยธรรมในหนังสือพิมพ์รายวันและการนำไปใช้ในชีวิตประจำวันของนักศึกษา คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่” จากผลงานวิจัยได้กำหนดนโยบาย ในการดำเนินงานดังนี้
นโยบาย “การส่งเสริมการใช้ความคิดอย่างมีวิจารณญาณในการรับสื่อต่าง ๆ
ของนักศึกษา”
หลักการและเหตุผล
ในสภาพปัจจุบันนี้เทคโนโลยีมีความเจริญก้าวหน้า และส่งผลต่อความเปลี่ยนแปลงในทุกด้าน ที่สำคัญ คือ การให้ความสำคัญทางด้านวัตถุมากกว่าด้านจิตใจ โดยคำนึงถึงกฎเกณฑ์ ศีลธรรม คุณธรรม จริยธรรม และวิธีการของการได้มาซึ่งวัตถุว่าถูกต้องหรือไม่ ก่อให้เกิดปัญหาสังคมอย่างไม่จบสิ้นและทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้นเป็นสำคัญ เพื่อให้เยาวชนได้มีภูมิคุ้มกันและสามารถปรับตัวให้พ้นต่อความเปลี่ยนแปลงดังกล่าว ให้สามารถดำเนินชีวิตอย่างมีคุณค่า ใช้ความคิดและมีวิจารณญาณในการรับสื่อต่าง ๆ อย่างมีประสิทธิภาพ โดยใช้ประโยชน์จากสื่อนั้นอย่างถูกต้องเหมาะสม
แนวทางการดำเนินงาน
๑. จัดดำเนินการโครงการสร้างเสริมทักษะการอ่านและการวิเคราะห์ข้อมูลที่ได้รับจากสื่อมวลชน เป็นการปูพื้นฐานด้านความคิด ทัศนคติและค่านิยมที่ถูกต้องแก่นักศึกษา
๒. การสอดแทรกการใช้ทักษะความคิดอย่างมีระบบในทุกรายวิชา
๓. ปลูกฝังสร้างเสริมลักษณะนิสัยการคิดอย่างมีระบบในชีวิตประจำวันอย่างต่อเนื่อง

ข้อ ๑๓. จงอธิบายประเด็นต่อไปนี้
๑๓.๑ การกำหนดนโยบายรายวัน
๑๓.๒ ความสับสนของนโยบาย
๑๓.๓ การขัดกันของนโยบาย
๑๓.๔ การขัดนโยบาย

๑๓.๑ การกำหนดนโยบายรายวัน
กำหนดนโยบายรายวัน หมายถึง การกำหนด นโยบายต่าง ๆ และบ่อย ๆ โดยไม่มีแผนล่วงหน้า นโยบายมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาของผู้บริหาร
กำหนดนโยบายรายวัน จะก่อให้เกิดปัญหาต่อผู้ปฏิบัติงานได้ เพราะการเปลี่ยนนโยบาย ก่อให้เกิดการทำงานที่ไม่ต่อเนื่อง ขาดการวางแผนในการนำนโยบายสู่การปฏิบัติ ทำให้งานขาดประสิทธิภาพและประสิทธิผล
วิธีการแก้ไขหรือป้องกัน คือ ผู้บริหารที่มีหน้าที่ในการกำหนดนโยบายควรได้ศึกษาทบทวน บทบาทภาระหน้าที่ของหน่วยงานให้เข้าใจอย่างชัดเจนเพื่อจะได้วางแผนในการกำหนดนโยบายให้ครอบคลุมแต่แรก และสามารถใช้เป็นกรอบความคิด และแนวทางในการปฏิบัติงานได้
๑๓.๒ ความสับสนของนโยบาย
ความสับสนของนโยบาย หมายถึง ความไม่ชัดเจนของนโยบาย ไม่สามารถนำไปปฏิบัติงานได้ เพราะผู้ปฏิบัติเกิดความไม่เข้าใจในนโยบายนั้น ๆ
ความสับสนองนโยบาย จะก่อให้เกิดปัญหา คือ นโยบายนั้นไม่สามารถบรรลุเป้าหมายได้ เพราะผู้ปฏิบัติงานไม่สามารถนำนโยบายนั้นสู่การปฏิบัติได้
วิธีการป้องกันและแก้ไข คือ ผู้บริหารและทีมงานที่มีหน้าที่ในการกำหนดนโยบายควรได้มีการศึกษา ทบทวนภาระหน้าที่ของหน่วยงานให้ชัดเจนและทบทวนนโยบายว่ามีความสอดคล้องกันหรือไม่ ชัดเจนเพียงใด เพื่อผู้ปฏิบัติจะได้สามารถนำนโยบายออกสู่การปฏิบัติได้อย่างถูกต้อง เหมาะสม บรรลุวัตถุประสงค์ตามนโยบาย

๑๓.๓ การขัดกันของนโยบาย
การขัดกันของนโยบาย หมายถึง นโยบายที่ออกมานั้น มีกรอบความคิดและแนวปฏิบัติที่ไม่สอดคล้องกัน มีจุดมุ่งหมายของนโยบายที่ต่างกันไปคนละทาง
การขัดกันของนโยบาย ก่อให้เกิดปัญหา คือ นโยบายนั้น ๆ จะไม่สามารถบรรลุวัตถุประสงค์ได้ทั้งหมด หากเลือกนโยบายหนึ่งอีกนโยบายหนึ่งก็ไม่สำเร็จหรือหากนำไปปฏิบัติ
ทั้ง ๒ นโยบาย ก็ไม่สามารถสำเร็จได้ทั้ง ๒ นโยบาย
วิธีการแก้ไข คือ จะต้องมีการทบทวนนโยบายของหน่วยงานว่ามีวัตถุประสงค์ไปในแนวเดียวกันหรือไม่ เพื่อให้ง่ายต่อผู้นำนโยบายสู่การปฏิบัติได้อย่างชัดเจน ก่อให้เกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผล
๑๓.๔ การขัดนโยบาย
การขัดนโยบาย หมายถึง การไม่ปฏิบัติตามนโยบาย หมายความว่า เมื่อมีนโยบายให้ดำเนินการเรื่องใดเรื่องหนึ่ง แต่หน่วยงานนั้นไม่ปฏิบัติตามนโยบาย
การขัดนโยบาย จะก่อให้เกิดปัญหา คือ นโยบายที่กำหนดไว้ ไม่บรรลุตามวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้
วิธีการแก้ไข คือ หน่วยงานที่รับ นโยบาย จะต้องศึกษานโยบายนั้น ๆ ให้เกิดความเข้าใจอย่างชัดเจน หาก นโยบายดังกล่าวไม่สามารถดำเนินการได้ ด้วยความจำเป็นบางประการ ก็ควรชี้แจงความจำเป็นต่อผู้กำหนดนโยบายเพื่อให้ข้อเสนอแนะแนวทางที่ดีและเหมาะสมด้วยกันทั้ง ๒ ฝ่าย


ให้ความเห็น so far
ใส่ความเห็น



ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s



%d bloggers like this: