Thongplew1’s Weblog


คำถามท้ายบทที่ ๔ เรื่อง แนวคิดเพื่อการเปลี่ยนแปลงองค์การ
มิถุนายน 28, 2008, 2:37 pm
Filed under: Uncategorized

๑. อธิบายสาเหตุของการเปลี่ยนแปลง
สาเหตุของการเปลี่ยนแปลงเกิดจาก
(๑) แรงกดดันของสภาพแวดล้อมที่มีต่อองค์การต่าง ๆ ทำให้องค์การต้องทำการปรับปรุงและเปลี่ยนแปลงรูปแบบ ขั้นตอน และวิธีการทำงาน
(๒) เพื่อความอยู่รอดเจริญเติบโตและการพัฒนาที่ยั่งยืน
(๓) จำนวนประชากรทวีเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ซึ่งเป็นปัจจัยที่ทำให้การบริหารมีความสำคัญมากขึ้น
(๔) ความก้าวหน้าทางวิชาการและเทคโนโลยี
(๕) ความเจริญในด้านอุตสาหกรรม
(๖) แนวคิดเกี่ยวกับประชาธิปไตย
(๗) การแข่งขันที่มีเพิ่มมากขึ้น
๒. ขั้นตอนของการเปลี่ยนแปลงมีอะไรบ้าง อธิบายโดยสรุป
ขั้นตอนของการเปลี่ยนแปลง ตามแนวคิดของอรุณ รักธรรม(๒๕๔๕) เสนอไว้ เป็น ๔ ขั้นตอน ดังต่อไปนี้
๒.๑ ขั้นการกำหนดความจำเป็น หรือความต้องการในการเปลี่ยนแปลงโดยพิจารณา
ประเด็นที่สำคัญ คือ
(๑) ปัญหาต่าง ๆ ที่จะทำให้เกิดสถานการณ์คงที่ภายในองค์กร
(๒) เป้าหมายขององค์การในด้านต่าง ๆ ไม่บรรลุผลตามที่ได้กำหนดไว้
(๓) เกี่ยวกับผู้บริหารองค์การหรือที่เรียกว่า ผู้นำการเปลี่ยนแปลง
(๔) การเริ่มต้นเปลี่ยนแปลงหรือพัฒนาองค์การ โดยคำนึงถึงความพร้อม ผู้บริหารระดับสูง งบประมาณ บุคลากร
๒.๒ ขั้นการริเริ่มเพื่อการเปลี่ยนแปลง โดยคำนึงถึงประเด็นต่าง ๆ ดังนี้
(๑) การแสวงหาผู้รับผิดชอบในกระบวนการเปลี่ยนแปลง
(๒) กำหนดความรับผิดชอบฝ่ายต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลง
(๓) การสำรวจความพร้อมของทรัพยากรที่จำเป็นในการเปลี่ยนแปลง

๒.๓ ขั้นลงมือปฏิบัติการเปลี่ยนแปลง โดยดำเนินการเกี่ยวกับ
(๑) แสวงหาความร่วมมือ ร่วมใจจากบุคคลในองค์การ ที่อยู่ในตำแหน่ง
สำคัญ ๆ
(๒) สำรวจตรวจสอบเกี่ยวกับ กฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ โครงสร้างวิธีการปฏิบัติที่จะทำให้องค์การมีความมั่นคงอยู่ได้ และทำความเข้าใจต่อพฤติกรรมการต่อต้านการเปลี่ยนแปลง ทั้งในส่วนที่เกิดจากบุคคลและกลุ่มต่าง ๆ
(๓) ประเมินผลการเปลี่ยนแปลงว่าผลของการพัฒนาองค์การเป็นอย่างไรบ้างมีปัญหาอุปสรรคอะไรบ้าง เพื่อวางแผนการเปลี่ยนแปลงในระยะต่อไป
๒.๔ ขั้นลงมือปฏิบัติ คือการกำหนดประเด็นในการเปลี่ยนแปลงและทำให้แกร่งขึ้น ด้วย
วิธีการยืดเวลาของการละลายพฤติกรรมออกไปเรื่อย ๆ จนการเปลี่ยนแปลง
เข้ารูปเข้ารอย ปรับปรุงให้การเปลี่ยนแปลงแต่ละชนิดอยู่ในเกณฑ์ที่น่าพอใจ
๓. การเปลี่ยนแปลงที่มีแผนไว้ล่วงหน้ามีขั้นตอนอย่างไรบ้าง
การเปลี่ยนแปลงที่มีแผนไว้ล่วงหน้านั้น อรุณ รักธรรม ได้เสนอแผนขั้นตอนการเปลี่ยนแปลง ไว้ดังนี้

๔. ให้วิเคราะห์สถานศึกษาของท่านว่ามีปัญหาสำคัญอะไรบ้าง และความเปลี่ยนแปลงในด้านใดบ้าง

ปัญหา ความเปลี่ยนแปลง
๑. วิทยาลัยมีสถานที่ ๒ แห่ง โดยใช้ ผู้บริหาร งบประมาณ และบุคลากร ชุดเดียวกัน พบปัญหา คือ แห่งใหม่จะเป็นการศึกษาของนักศึกษาชั้น ปวส.บริหารธุรกิจ โดยไปเรียนวันจันทร์ อังคาร พฤหัสบดี ศุกร์ ส่วนวันพุธมาศึกษาในเมือง ส่วนสำนักงานต่าง ๆ เช่น งานทะเบียน งานการเงิน ฯลฯ อยู่ในเมือง ทำให้นักศึกษาไม่ผูกพันกับสถานที่ ความรู้สึกเหมือนไปเรียนนอกสถานที่เท่านั้น ๑. ควรดำเนินการมอบหมายหน้าที่งานที่เกี่ยวข้องกับการจัดการศึกษาให้ชัดเจน มีสำนักงาน มีเจ้าหน้าที่ ที่รับผิดชอบในการประสานงาน ที่สมบูรณ์ในตัวเอง ของสถานศึกษาทั้ง ๒ แห่ง เพื่อเป็นการอำนวยความสะดวกก่อเกิดความผูกพัน
๒.การสื่อสารภายในองค์การ มีปัญหาคือ การดำเนินการเรื่องใดก็ตาม จะมีผู้ที่รู้เรื่องเฉพาะผู้ที่รับผิดชอบเท่านั้น บุคลากรอื่นจะไม่ทราบ ๒.๑ ใช้การบริหารแบบมีส่วนร่วมของบุคลากรทุกฝ่าย
๒.๒ จัดระบบการสื่อสารที่ชัดเจน ครอบคลุมและพร้อมสร้างจิตสำนึกของบุคลากรต่อสถานศึกษา
๓. การทำงานเป็นทีม ปัญหาคือ ทำงานและรู้งานเฉพาะผู้รับผิดชอบ บุคลากรที่เหลือ จะไม่สนใจ ทั้งที่เป็นงานของสถานศึกษา ๓. ๑ การสร้างจิตสำนึกของบุลากร
๓.๒ การสร้างทีมงาน

๕. ปัจจัยที่มีอิทธิพลจ่อการเปลี่ยนแปลงมีอะไรบ้าง
ปัจจัยที่มีอิทธิพลจ่อการเปลี่ยนแปลง มีดังต่อไปนี้
(๑) ความรู้สึกก่อนการเปลี่ยนแปลง เพราะการเปลี่ยนแปลงจะก่อให้เกิดความรู้สึก
– ความรู้สึกไม่ปลอดภัย เพราะเป็นเหตุให้บุคคลมีความกลัว เนื่องจากการคิดว่าการเปลี่ยนแปลง จะมีผลกระทบต่ออนาคตของเขา
– ความรู้สึกไม่มั่นคงในชีวิตและการเปลี่ยนแปลง
(๒) ความเชื่อในวัฒนธรรมและระเบียบแบบแผน ซึ่งมีผลต่อเจตคติของบุคคลต่อการเปลี่ยนแปลง
(๓) ปัจจัยอื่นที่มีอิทธิพลต่อทัศนคติของบุคคลต่อการเปลี่ยนแปลง ได้แก่
– ความไว้เนื้อเชื่อใจต่อผู้นำมีมากน้อยเพียงใด
– ฐานะของบุคคลในองค์การ ความเปลี่ยนแปลงจะเกี่ยวพันกับฐานะของบุคคลในองค์การ ซึ่งควรพิจารณาถึงบุคคลในฐานะผู้ปฏิบัติงาน หรือบุคคลในฐานะสัมพันธภาพกับกลุ่ม ได้แก่ ฐานะเพื่อร่วมงาน ระดับผู้อำนวยการ
ระดับผู้ใต้บังคับบัญชา หรือบุคคลภายนอก
(๔) เจตคติที่เป็นตัวกำหนดการต่อต้านการเปลี่ยนแปลง ซึ่งจะมีความรู้สึกต่อต้านการเปลี่ยนแปลงที่รุนแรงขึ้น หากมสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้
– ความรู้สึกก่อนการเปลี่ยนแปลงตกอยู่ในภาวะของความกลัว
– ความรู้สึกทางด้านวัฒนธรรมที่ต่อต้านการเปลี่ยนแปลง
– คนเกิดความไม่แน่ใจในสถานการณ์ใหม่ ที่จะเปลี่ยนแปลง
– การเปลี่ยนแปลงนั้นเป็นการทำลาย”ค่าของมนุษย์” หรือในความสำคัญส่วนตัวของเขาลงมาหรือไม่

๖. พฤติกรรมต่อต้านการเปลี่ยนแปลงเนื่องมาจากสาเหตุใดบ้าง
พฤติกรรมต่อต้านการเปลี่ยนแปลง มีสาเหตุ ๒ ส่วน คือ สาเหตุส่วนบุคคล และสาเหตุจากองค์การ ดังรายละเอียดต่อไปนี้
๖.๑ สาเหตุส่วนบุคคล
(๑) เข้าใจผิดในวัตถุประสงค์ กระบวนการ ตลอดจนผลของการเปลี่ยนแปลงนั้น ๆ
(๒) มองไม่เห็นความจำเป็นต่อการเปลี่ยนแปลง
(๓) กลัวในสิ่งที่ยังไม่รู้ แจ้ง
(๔) กลัวสูญเสียสถานภาพ ความมั่นคง อำนาจและอื่น ๆ
๖.๒ สาเหตุจากองค์การ
(๑) ระบบผลตอบแทน อาจจะบังคับให้ต้องรักษา
(๒) ขัดกันระหว่างองค์การ หรือมีการแข่งขันกันหนัก จึงไม่อยากจะร่วมมือในการ
เปลี่ยนแปลงนั้น ๆ
(๓) ได้ลงทุนไปมากกว่าแล้วในอดีต จึงยังไม่ต้องการเปลี่ยนแปลงจนกว่าจะถอนทุนคืน

๗. บอกวิธีการป้องกันและแก้ไขการต่อต้านการเปลี่ยนแปลง
บอกวิธีการป้องกันและแก้ไขการต่อต้านการเปลี่ยนแปลง มีดังนี้
(๑) สนับสนุนการร่วมมือร่วมใจจากทุกฝ่ายให้เกิดขึ้นก่อน
(๒) เริ่มต้นการเปลี่ยนแปลงที่จุดยอด หรือผู้บริหารระดับสูง
(๓) ให้เห็นว่าการเปลี่ยนแปลงนั้นเป็นการลดภารกิจของคนส่วนมากลงมามิใช่เป็นการเพิ่มภาระให้หนักกว่าเดิมแต่อย่างใด
(๔) ผสมผสานข้อเสนอของการเปลี่ยนแปลงให้สอดคล้องกับธรรมเนียมประเพณี และค่านิยมของทุกฝ่ายภายในองค์การ
(๕) แสดงให้เห็นว่าหลังจากการเปลี่ยนแปลงแล้ว ทุกคนจะมีอิสรเสรีมากกว่าเดิม หรืออย่างน้อยก็ควรจะเท่าเดิม
(๖) เปิดโอกาสให้ทุกฝ่ายมีส่วนร่วมวิเคราะห์ปัญหาที่ควรจะเปลี่ยนแปลงด้วยตนเอง
(๗) พยายามใช้หลักการตัดสินใจโดยหลักความยินยอมตั้งแต่เริ่มต้นการเปลี่ยนแปลง
(๘) สร้างแบบตรวจสอบ ข่าวสารย้อนกลับให้ดีขจัดความกลัว ความยุ่งยากที่จะเกิดขึ้นอันจะเป็นผลการเปลี่ยนแปลงนั้น ๆ
(๙) เปิดโอกาสให้มีการสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจรวมกัน

๘. เมื่อมีการปฏิรูปการศึกษา โรงเรียนของท่านได้มีการเปลี่ยนแปลงเรื่องอะไรบ้าง
เมื่อมีการปฏิรูปการศึกษา วิทยาลัยอาชีวศึกษาสิงห์บุรี ได้มีการเปลี่ยนแปลง เรื่องต่อไปนี้
๑. การกระจายอำนาจโดย สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ได้กระจายอำนาจสู่สถานศึกษา
๒. การบริหารแบบมีส่วนร่วม โดยผู้บริหารในยุคปฏิรูปการศึกษาในช่วงแรกได้จัดระบบการบริหาร ให้บุคลากรแต่ละระดับเข้ามามีส่วนร่วมในการบริหารงาน ร่วมตัดสินใจ ร่วมคิด ร่วมทำ ร่วมดำเนินการ โดยยึดหลักจากการประกันคุณภาพสถานศึกษาเป็นแนวทางในการปฏิบัติ
๓. การทำงานเป็นทีม โดยแต่เดิมบุคลากรจะทำงานในลักษณะ ใครเป็นหัวหน้าคนนั้นทำ ใครเป็นคนชื่อแรกในคำสั่งคนนั้นรับผิดชอบ แต่หลังจากการปฏิรูปการศึกษา พฤติกรรมการทำงานของบุคลากรเปลี่ยนไป โดยใช้แนวทางของการประกันคุณภาพการศึกษาและพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๒
๔. พฤติกรรมการทำงานของบุคลากรในสถานศึกษา มีระบบระเบียบและดำเนินการตามขั้นตอนของ PDCA มากขึ้น ผลงานเป็นรูปธรรม มากขึ้น ทั้งงานในด้านการจัดการเรียนการสอนและงานพิเศษอื่น ๆ

๙. ให้ท่านบอกถึงความจำเป็นของรูปแบบการบริหารการศึกษาตามแนวการปฏิรูปในแต่ละหัวข้อ โดยชี้ให้เห็นว่ามีประโยชน์ต่อสถานศึกษาอย่างไร
(๑) การกระจายอำนาจ
(๒) การบริหารแบบมีส่วนร่วม
(๓) การบริหารโดยใช้โรงเรียนเป็นฐาน
(๔) โรงเรียนนิติบุคคล
(๕) การทำงานเป็นทีม

(๑) การกระจายอำนาจ
การกระจายอำนาจ หมายถึง หน่วยงานบริหารในส่วนกลางยอมให้หน่วยงานระดับล่าง หรือระดับผู้ปฏิบัติมีอำนาจหน้าที่ ความรับผิดชอบ การตัดสินใจทางการบริหารและการจัดการศึกษาด้วยตนเอง โดยอยู่ในความรับผิดชอบและการกำกับจากส่วนกลาง
ความจำเป็นที่ต้องมีการกระจายอำนาจ
(๑) ระบบราชการมีรูปแบบการบริหารที่มุ่งเน้นการรวมอำนาจเข้าสู่ส่วนกลางทำให้มีประสิทธิภาพต่ำ ไม่ตอบสนองความต้องการของประชาชน
(๒) ในประเทศกำลังพัฒนา อำนาจส่วนใหญ่ขึ้นอยู่กับข้าราชการ ประชาชน มีส่วนร่วมน้อยมาก
(๓) การปฏิรูปของเอกชนผลักดันให้รัฐบาลหลายประเทศปฏิรูปการศึกษา โดยเน้นการนำหลักการรื้อปรับระบบ การลดต้นทุน การปรับองค์กรให้มีขนาดเล็ก กะทัดรัด ให้บริการแบบ One-stop service
การกระจายอำนาจมีประโยชน์ต่อสถานศึกษา ดังนี้
(๑) โรงเรียนมีอิสระในการกำหนดเป้าหมาย และทิศทางในการจัดการศึกษาของโรงเรียนให้เป็นไปตามความต้องการของชุมชนท้องถิ่น
(๒) โรงเรียนมีอิสระในการกำหนดหลักสูตรการเรียนการสอนให้เป็นไปตามความต้องการของชุมชนท้องถิ่นมากขึ้น
(๓) โรงเรียนมีอิสระในการจัดทำแผนการเรียน กิจกรรมการเรียนการสอนจัดทำสื่อ อุปกรณ์ และแหล่งการเรียนรู้ของตนเองที่สามารถส่งเสริมให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ได้เต็มตามศักยภาพของแต่ละคน โดยโรงเรียนสามารถประสานงานและระดมทรัพยากรการเรียนรู้ในท้องถิ่นเข้ามาจัดการศึกษาได้

(๔) โรงเรียนมีอำนาจในการดำเนินการจัดและประเมินผล ด้วยการพัฒนาเทคนิควิธีการวัดผลที่ส่งเสริมพัฒนาการเรียนของผู้เรียนได้สูงสุด
(๕) โรงเรียนมีอิสระในการบริหารงานบุคลากร การเงิน และวัสดุอุปกรณ์โดยการจัดระบบการบริหารที่มีคุณภาพ
(๒) การบริหารแบบมีส่วนร่วม
การบริหารแบบมีส่วนร่วม เป็นวิธีการบริหารงานที่แดโอกาสให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง ได้มีส่วนร่วมตามความเหมาะสม นับตั้งแต่การร่วมคิด ร่วมตัดสินใจ ร่วมวางแผน ร่วมปฏิบัติ ร่วมสนับสนุน ร่วมติดตาม ประเมินผล ร่วมแก้ไขปัญหา ร่วมรับผิดชอบผลงานที่ออกมา ร่วมภาคภูมิใจในผลงาน หรือรับข้อตำหนิที่เกิดขึ้น
การบริหารแบบมีส่วนร่วมมีประโยชน์ต่อสถานศึกษา ดังนี้
(๑) เกิดการยอมรับการเปลี่ยนแปลงที่มากขึ้น เนื่องจากบุคคลมีส่วนร่วมในการเปลี่ยนแปลง
(๒) ความสัมพันธ์ระหว่างผู้บังคับบัญชา ผู้อยู่ใต้บังคับบัญชา มีความราบรื่นมากขึ้น
(๓) ความผูกพันของบุคลากรที่มีต่อสถานศึกษามีมากขึ้น
(๔) บุคลากรมีความรู้สึกไว้วางใจฝ่ายบริหารมากขึ้น
(๕) การบริหารผู้อยู่ใต้บังคับบัญชามีความง่ายมากขึ้น
(๖) การตัดสินใจทางการบริหารมีคุณภาพดีขึ้น เนื่องจากการตัดสินใจทางการบริหารมาจากบุคคลหลายฝ่ายด้วยกันในการคิดแก้ปัญหา
(๗) การติดต่อสื่อสารจากบุคลากรทุกฝ่ายถึงฝ่ายบริหารดีขึ้น
(๘) การสร้างทีมงานมีประสิทธิภาพ เพราะการบริหารแบบมีส่วนร่วมช่วยปรับปรุงทีมงานให้ดีขึ้น
(๓) การบริหารโดยใช้โรงเรียนเป็นฐาน
การบริหารโดยใช้โรงเรียนเป็นฐาน เป็นนวัตกรรมทางการบริหารรูปแบบหนึ่งที่นำมาใช้ในการปฏิรูปการศึกษา โดยเน้นการให้ความสำคัญต่อโรงเรียนในฐานะที่เป็นแหล่งเรียนรู้ที่สำคัญของชุมชน
ความจำเป็นที่ต้องมีการบริหารโดยใช้โรงเรียนเป็นฐาน
เพราะสถานศึกษาเป็นหน่วยงานหลักที่จัดกิจกรรมการเรียนการสอนเพื่อพัฒนาผู้เรียนให้มีคุณภาพตามจุดหมายการศึกษา ดำเนินการบริหารโดยผู้อำนวยการสถานศึกษา กำกับโดยคณะกรรมการสถานศึกษา มีระบบประกันคุณภาพที่จะใช้เป็นแนวทางพัฒนาให้การบริการด้านการเรียนการสอนมีคุณภาพ ผู้อำนวยการสถานศึกษามีอำนาจการบริหารอย่างมาก โดยต้องรับผิดชอบต่อผลการบริหารสถานศึกษาซึ่งต้องมีดัชนีชี้วัดผลสัมฤทธิ์ของงาน และการประกันคุณภาพของสถานศึกษา แสดงผลงานความก้าวหน้าในการบริหาร โรงเรียนตามเป้าหมายที่กำหนด
การบริหารโรงเรียนเป็นฐาน มีประโยชน์ต่อสถานศึกษา ดังนี้
(๑) เพิ่มผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน การตัดสินใจของสถานศึกษานำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่มุ่งประโยชน์และความต้องการของผู้เรียนมากขึ้น
(๒) เพิ่มความรับผิดชอบที่ตรวจสอบได้ เพราะต้องทำให้เป็นที่พอใจของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย
(๓) เสริมพลังแก่โรงเรียน เพราะได้ปกครองตนเอง
(๔) ได้ประโยชน์ทางการเมือง
(๔) โรงเรียนนิติบุคคล
นิติบุคคล หมายถึงองค์กรหรือคณะบุคคล ซึ่งกฎหมายสมมติให้เป็นบุคคลเพื่อให้มีสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมายกำหนดไว้
ความจำเป็นที่โรงเรียนต้องเป็นนิติบุคคล
๑. เพื่อให้สถานศึกษาสามารถทำนิติกรรมได้ ความเป็นนิติบุคคลจะรองรับภารกิจที่ทำอยู่ ทำให้การปฏิรูปการศึกษาของประเทศเป็นไปอย่างราบรื่นสู่ความสำเร็จ
๒. เพื่อให้สถานศึกษาจัดการศึกษาอย่างเป็นอิสระ คล่องตัวให้สามารถบริหารจัดการศึกษาได้สะดวกรวดเร็ว มีประสิทธิภาพตามหลักการกระจายอำนาจและการบริหารที่ใช้โรงเรียนเป็นฐาน
๓. เพื่อให้การจัดการศึกษาเป็นไปเพื่อพัฒนาคนไทยให้เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ ทั้งร่างกาย จิตใจ สติปัญญา ความรู้และคุณธรรม มีจริยธรรมและวัฒนธรรมในการดำรงชีวิต สามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุข
ประโยชน์ของโรงเรียนนิติบุคคล
๑. จัดการทรัพย์สินของโรงเรียนได้ โดยมาตร ๕๙ กำหนดว่า ให้สถานศึกษาของรัฐ
ที่เป็นนิติบุคคล มีอำนาจในการปกครอง ดูแล บำรุงรักษาใช้และจัดหาผลประโยชน์จากทรัพย์สินของสถานศึกษา ทั้งที่เป็นราชพัสดุตามกฎหมายว่าด้วยที่ราชพัสดุและเป็นที่ทรัพย์สินอื่น รวมทั้งจัดหารายได้จากการบริการของสถานศึกษา และเก็บค่าธรรมเนียมการศึกษาที่ไม่ขัดแย้งกับนโยบาย วัตถุประสงค์และภารกิจหลักของสถานศึกษา
๒. สามารถทำนิติกรรมได้ ถ้าโรงเรียนไม่เป็นนิติบุคคล ทำนิติกรรมไม่ได้
๓. ให้ความสำคัญกับโรงเรียน การเป็นนิติบุคคลทำให้โรงเรียนรู้สึกได้รับความสำคัญมากขึ้น เป็นการเปลี่ยนแปลงที่ทำให้โรงเรียนมีความเข็มแข็ง
๔. การสร้างความพร้อมสำหรับการกระจายอำนาจ การสร้างความพร้อมให้โรงเรียนเป็นนิติบุคคล เหมือนกับโรงเรียนบรรลุนิติภาวะ การปฏิรูปโครงสร้างและการกระจายอำนาจให้โรงเรียนเป็นอิสระช่วยให้โรงเรียนพึ่งตนเองได้

๕. การทำงานเป็นทีม
ทีม คือ กลุ่มคนที่มีเป้าหมายร่วมกันและทำงานร่วมกัน มีความผ๔กพันที่จะดำเนินงานให้บรรลุวัตถุประสงค์และเป้าหมายเดียวกัน เพื่อหาแนวทางในการแก้ไขปัญหาและปรับปรุงกระบวนการต่าง ๆ ให้เกิดประสิทธิภาพ มีผลผลิตและการบริการที่ประหยัด คุ้มค่า และทำให้เป็นแรงจูงใจในการทำงานร่วมกัน
ความจำเป็นในการทำงานเป็นทีม
๑. สองหัวหริมากว่าดีกว่าหัวเดียว
๒. ส่วนรวมทั้งหมดใหญ่กว่าส่วนย่อย
๓. การรวมเป็นทีมสร้างความเชื่อมั่นระหว่างกันเป็นผลให้ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน
๔. การรวมกันเป็นทีมช่วยให้สื่อสารดีขึ้น
ประโยชน์ของการทำงานเป็นทีม
๑. บุคลากรของสถานศึกษามีการคิดร่วมกัน ร่วมตัดสินใจ ร่วมทำ ร่วมประเมิน ร่วมรับผิดชอบ ร่วมปรับปรุงแก้ไข ร่วมภูมิใจในผลงาน
๒. บุคลากรทุกฝ่ายเข้าใจวัตถุประสงค์และเป้าหมายของงานตรงกันโดยเปิดโอกาสให้มีส่วนร่วมตั้งแต่การวางแผน การจัดทำแผนปฏิบัติการ ขั้นตอน วิธีการปฏิบัติ และดำเนินการ
๓. มีการติดต่อสื่อสารที่ดี บุคลากรได้รับทราบข่าวสารข้อมูล เข้าใจและรับรู้ความเคลื่อนไหวการทำงาน
๔. มีการแบ่งงานชัดเจน บุคลากรเข้าใจบทบาทของตัวเอง
๕. ร่วมกันสร้างวัฒนธรรมการทำงานแบบกัลยาณมิตรมีความรักใคร่ สมัครสมานสามัคคี และยึดเป้าหมายของสถานศึกษาเป็นหลัก

๑๐. ให้ท่านอภิปรายปัญหาและแนวทางปรับปรุงแก้ไขประเด็นที่สนใจจาก ๕ ข้อ ที่กล่าวมา โดยเลือกเพียง ๑ ข้อ เรื่อง ที่เป็นปัญหาในโรงเรียนของท่าน
ปัญหาในสถานศึกษาของข้าพเจ้าที่ควรเร่งแก้ไขปัญหา คือ การทำงานเป็นทีม
๑ สภาพของปัญหา ๒.สาเหตุของปัญหา
๒.๑ เกิดจากการบริหารงานแบบไม่มีส่วนร่วม
๒.๒ การเลือกปฏิบัติต่อบุคลากรก่อให้เกิดความแตกแยก
๒.๓ การปฏิบัติตนของบุคลากรบางส่วนอยู่ในลักษณะการเอาตัวรอด
๒.๔ บุคลากรเกิด อคติในการทำงาน
๒.๕บุคลากรขาดขวัญและกำลังใจ

สภาพการทำงานของบุคลากรของสถานศึกษาในขณะนี้ บุคลากรส่วนใหญ่จะวางเฉย รู้หลบเป็นปีกรู้หลีกเป็นหาง ทำเฉพาะในงานที่จำเป็นตามหน้าที่ เมื่อทำงานก็ทำงานอย่างไม่มีความสุข รวมกลุ่มเป็นกลุ่มเล็กกลุ่มน้อย ขาดขวัญและกำลังใจในการทำงาน ขาดความคิดริเริ่มสร้างสรรค์
ขาดบรรยากาศในการทำงานที่ดี
๓.แนวทางในการปรับปรุงแก้ไข
๓.๑ ใช้หลักการบริหารแบบมีส่วนร่วมตามระบอบประชาธิปไตย
๓.๒ สร้างความสัมพันธ์ของงาน ทีมงาน และบุคคล โดยแต่ละส่วน ต้องมีความชัดเจนและมีองค์ประกอบพร้อม คือ
งาน  มีเป้าหมายชัดเจน
 มาตรฐานงาน
 หน้าที่ความรับผิดชอบ
 มาตรฐานความสำเร็จ
 แนวคิดเชิงระบบ
ทีมงาน  วัตถุประสงค์ร่วม
 บรรยากาศการสนับสนุน
 ความก้าวหน้าและพัฒนา
 ร่องรอยของความสำเร็จ
 ส่วนร่วมที่เป็นเอกลักษณ์

บุคคล ให้การยอมรับหัวหน้า
 เห็นคุณค่าจากเพื่อน/ทีม
เพิ่มการสร้างผลผลิต
รู้สิ่งคาดหวัง
การเติบโต
๓.๓ ยึดหลักการทำงานเป็นทีม
๑. สร้างการมีส่วนร่วมของสมาชิก
๒. ทำให้สมาชิกเข้าใจวัตถุประสงค์และเป้าหมายของงานตรงกันโดยเปิดโอกาสให้มีส่วนร่วม ตั้งแต่การวางแผน การจัดทำแผนปฏิบัติการ ขั้นตอนวิธีการปฏิบัติ การดำเนินงาน ติดตามประเมินผล
๓. มีการสื่อสารที่ดี สมาชิกทราบข่าวสารข้อมูล เข้าใจ และรับรู้ความเคลื่อนไหวการทำงานเป็นทีม
๔. การแบ่งงานชัดเจน มาซ้ำซ้อนตรงกับความสามารถของผู้ปฏิบัติและสมาชิก เข้าใจบทบาทของตัวเอง ไม่ก้าวก่ายงานของคนอื่น
๕. มีการปรึกษาเพื่อร่วมกันแก้ปัญหาอุปสรรคที่มีหรือปรับปรุงการทำงานอย่างต่อเนื่อง
๖. ร่วมกันสร้างวัฒนธรรมการทำงานแบบกัลยาณมิตรในสถานศึกษามีความรักใคร่สมัครสมานสามัคคี และยึดเป้าหมายของสถานศึกษาเป็นหลัก
๓.๔ กำหนดหน้าที่ของทีมงาน หน้าที่งาน และสมาชิก ดังนี้
๑. การกำหนดหน้าที่ของงาน ต้องกำหนดงาน วางแผนจัดสรรทรัพยากรและแบ่งงาน
ควบคุมคุณภาพ ตรวจสอบและติดตามผล และปรับแก้ไขสิ่งที่มีปัญหา
๒. หน้าที่ของทีมงาน กำหนดมาตรฐาน รักษาระเบียบวินัย สร้างสปิริตให้ทีมงาน กระตุ้น
และสร้างแรงจูงใจ สนับสนุนจุนเจือตั้งผู้ช่วยทีมงาน สื่อสารในทีงานและให้การ
ฝึกอบรม
๓. รู้จักหน้าที่ความรับผิดชอบของสมาชิก มีดัชนีวัดมาตรฐานความสำเร็จใส่ใจในปัญหา
ของแต่ละคน ประเมินผลงาน ให้การยกย่อง และให้รางวัล ตามความสามารถ และ
ความสำเร็จและใช้แนวคิดเชิงระบบในการแก้ปัญหาและปรับปรุงงาน
๓.๕ สร้างและพัฒนาทีมงานตามขั้นตอน ๓ ขั้น


ให้ความเห็น so far
ใส่ความเห็น



ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s



%d bloggers like this: