Thongplew1’s Weblog


คำถามท้ายบทที่ ๑๐ เรื่อง การปรับปรุงและการพัฒนาการศึกษา
มิถุนายน 26, 2008, 11:53 am
Filed under: Uncategorized

ข้อ ๑. จงอธิบาย แนวคิด และวัตถุประสงค์ของการพัฒนาองค์การแนวคิดของการพัฒนาองค์การ
การพัฒนาองค์การ เรียกสั้น ๆ ว่า O.D. เป็นกระบวนการในการเปลี่ยนแปลงอย่างมีระบบโดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อให้องค์การสามารถดำเนินการบรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ภายใต้สถานการณ์ และสิ่งแวดล้อม ที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ซึ่งพอสรุปได้ว่า การพัฒนาองค์การ หมายถึง การปรับปรุงเปลี่ยนแปลงองค์การอย่างมีระบบแบบแผน เป็นกระบวนการเพื่อให้ปรับตัว
ทันต่อสถานการณ์ และการบรรลุตามเป้าหมายอย่างมีคุณภาพและประสิทธิภาพส่งผลให้เกิดความก้าวหน้าขององค์การ
วัตถุประสงค์ของการพัฒนาองค์การ
๑. เพื่อยกระดับความไว้วางใจ การสนับสนุนซึ่งกันและกันในหมู่สมาชิกและหน่วยงานภายในองค์การ
๒. เพื่อกระตุ้นให้มีการคิดพิจารณาแก้ไขปัญหาขององค์การร่วมกัน
๓. เพื่อเสริมสร้างบรรยากาศที่เปิดเผยการแก้ปัญหาภายในขององค์การ การสร้างให้เกิดความรู้สึกในการยอมรับปัญหาและกล้าเผชิญปัญหาทั้งปัญหาในการทำงานของกลุ่มหรือระหว่างกลุ่มและปัญหาส่วนรวมขององค์การ
๔. เพื่อส่งเสริมสนับสนุนและเปิดโอกาสให้ผู้ใกล้ชิดปัญหาหรือเกี่ยวข้องกับปัญหาได้แก้ไขปัญหาเอง หรือร่วมกันแก้ปัญหาและทำงานเป็นทีม
๕. เพื่อแสวงหาแนวทางแก้ไขปัญหาในลักษณะสร้างสรรค์และร่วมมือร่วมใจกันในหมู่สมาชิกเพื่อความสำเร็จของการทำงานหรือการพัฒนางาน
๖. เพื่อส่งเสริมให้สมาชิกขององค์การมีส่วนร่วมในการกำหนดวัตถุประสงค์ขององค์การหรือแผนงาน
๗. เพื่อช่วยกระตุ้นให้เกิดการบริหารงานแบบควบคุมตนเอง การกำกับการตรวจสอบการทำงานของตนเอง
๘. เพื่อเสริมสร้างสัมพันธภาพบนรากฐานแห่งความร่วมมือร่วมใจกัน
๙. เพื่อส่งเสริมให้เห็นความสำคัญของการทำงานเป็นทีม และผลดีของการทำงานในลักษณะดังกล่าว
๑๐. เพื่อยกระดับความรับผิดชอบของสมาชิกและทีมงานในการวางแผนและการปฏิบัติตามแผน
๑๑. เพื่อพัฒนาองค์การให้ทันสมัย มีระบบที่สามารถยืดหยุ่น และปรับตัวให้เหมาะสมกับสภาพ การเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา
๑๒. เพื่อพัฒนาการทำงานให้มีประสิทธิภาพสูงสุด โดยการรวมพลังของสมาชิกและการ
ดำเนินการอย่างต่อเนื่อง
๑๓. เพื่อประสานเป้าหมายส่วนบุคคล และเป้าหมายขององค์การเข้าด้วยกัน โดยยึด
เป้าหมายขององค์การเป็นหลัก
ข้อ ๒. การพัฒนาองค์การมีประโยชน์อย่างไร สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในสถานศึกษาได้อย่างไร
การพัฒนาองค์การมีประโยชน์ย่างไร

๑. ปรับปรุงประสิทธิภาพขององค์การ เช่น การเพิ่มผลผลิต การส่งเสริมขวัญและกำลังใจในการทำงาน การกำหนดจุดมุ่งหมาย การวางแผน การจัดองค์การ การกำหนดหน้าที่และความรับผิดชอบ การใช้ทรัพยากรมนุษย์ที่มีประสิทธิภาพ และการปรับปรุงการปฏิบัติงานของแผนงานต่าง ๆ เป็นต้น
๒. การจัดการดีขึ้นทุกระดับ
๓. พนักงานผูกมัดตนเองและเกี่ยวข้องกับความสำเร็จขององค์การมากขึ้น
๔. ปรับปรุงการทำงานเป็นทีมและการปฏิบัติงานระหว่างแผนกงาน
๕. พนักงานเข้าใจการปฏิบัติงานตลอดจนจุดอ่อนและจุดแข็งขององค์การมากขึ้น
๖. ปรับปรุงการติดต่อสื่อสาร การแก้ปัญหาและทักษะ การบริหารความขัดแย้ง ทำให้ประสิทธิผลในการปฏิบัติงานสูงขึ้น ลดความสูญเสีย เวลาและ การเผชิญหน้ากันแบบ แพ้-ชนะ ซึ่งจะเกิดผลเสียหายต่อองค์การ
๗. พัฒนาบรรยากาศในการทำงานที่ส่งเสริมบุคลากรให้ก้าวหน้า มีความรับผิดชอบและแสดงพฤติกรรมที่พึงประสงค์
๘. ช่วยให้องค์สามารถปรับตัวเข้ากับการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมมีความเจริญเติบโตและเป็นคู่แข่งขันในตลาดการค้า ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
๙. สามารถดึงดูดบุคลากรที่มีความสามารถเข้าทำงาน และรักษาบุคลากรที่ขยันขันแข็งมีความรู้ความสามารถไว้ในองค์การ
จากประโยชน์การพัฒนาองค์การสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในสถานศึกษา ได้ดังนี้
๑. ใช้พัฒนาเพื่อให้เกิดการปรับปรุงประสิทธิผลของสถานศึกษา เช่น การเพิ่มผลผลิต การส่งเสริมขวัญและกำลังใจในการทำงาน การกำหนดจุดมุ่งหมาย การวางแผน การจัดองค์การ การกำหนดหน้าที่และความรับผิดชอบ การใช้ทรัพยากรมนุษย์ที่มีประสิทธิภาพและการปรับปรุงการปฏิบัติงานต่างๆ เป็นต้น
๒. ใช้พัฒนาเพื่อให้เกิดการบริหารจัดการดีขึ้นทุกระดับ
๓. ใช้เป็นแนวทางในการเดินไปสู่ความสำเร็จของสถานศึกษามากขึ้น
๔. ใช้ปรับปรุงการทำงานเป็นทีมและการปฏิบัติงานระหว่างแผนกวิชาช่างต่างๆ
๕. เพื่อให้พนักงานเข้าใจการปฏิบัติงานตลอดจนจุดอ่อนและจุดแข็งขององค์การมากขึ้น
๖. ใช้เป็นแนวทางในการปรับปรุงการติดต่อสื่อสาร การแก้ปัญหาและทักษะการบริหารความขัดแย้งทำให้ประสิทธิผลในการปฏิบัติงานสูงขึ้น ลดความสูญเสียเวลาและการเผชิญหน้ากันแบบชนะ – แพ้ ซึ่งจะเกิดผลเสียหายต่อองค์การ
๗. พัฒนาบรรยากาศในการทำงานที่ส่งเสริมให้เกิดความสร้างสรรค์และความเปิดเผยจริงใจต่อกัน เป็นการส่งเสริมบุคลากรให้ก้าวหน้า มีความรับผิดชอบและแสดงพฤติกรรมที่พึงประสงค์
๘. ช่วยให้องค์การสามารถปรับตัวเข้ากับการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อม มีความเจริญเติบโตและเป็นคู่แข่งขันในตลาดการค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ
๙. สามารถดึงดูดบุคลากรที่มีความสามารถเข้าทำงานและรักษาบุคลากรที่ขยันขันแข็งมีความรู้ความสามารถไว้ในองค์การ
ข้อ ๓. วิธีการเปลี่ยนแปลงองค์การเพื่อให้เกิดการปรับปรุงและพัฒนาสามารถทำได้อย่างไรบ้าง
วิธีการเปลี่ยนแปลงองค์การเพื่อให้เกิดการปรับปรุง และการพัฒนา ควรเริ่มต้นที่การวิเคราะห์ข้อมูล เพื่อประเมินสถานการณ์และกำหนดวัตถุประสงค์ของการเปลี่ยนแปลง การวิเคราะห์วินิจฉัยที่ดี จะช่วยให้สามารถละลายสถานการณ์ที่กำลังจะเกิดขึ้น และสมควรจะต้องพัฒนา เพื่อกำเนิดทิศทาง การดำเนินงานที่เหมาะสมในอนาคต นอกจากนั้นยังช่วยให้สามารถสอดแทรกกิจกรรมการพัฒนาองค์การ ตลอดจนเสริมแรงได้อย่างถูกต้อง โดย วิธีการเปลี่ยนแปลงองค์การ สามารถดำเนินการ ด้วยการกำหนดวงจร ดังต่อไปนี้
๑. การวิเคราะห์วินิฉัย เป็นขั้นตอนที่ฝ่ายบริหารยอมรับว่ามีช่องว่างเกิดขึ้นในการปฏิบัติงาน จึงได้ดำเนินการเก็บรวบรวมข้อมูล วิเคราะห์ข้อมูลและกำหนดวัตถุประสงค์ของการเปลี่ยนแปลง หรือ การแก้ปัญหาได้อย่างดี โดยจ้างที่ปรึกษาเข้ามาดำเนินการสัมภาษณ์และวางแผนการปฏิบัติการ
๒. การสอดแทรก เป็นการจัดประชุมเชิงปฏิบัติการ เพื่อเสริมสร้างความสามารถของสมาชิกในด้านวิธีวิเคราะห์ข้อมูล การกำหนดทิศทางการปฏิบัติงาน สมาชิกจะได้รับคำแนะนำด้านประสิทธิผลของกระบวนการกลุ่มอีกด้วย
๓. การเสริมแรง เป็นขั้นที่ ที่ปรึกษาจะประชุมกับกลุ่มที่กำลังปฏิบัติการพัฒนางานเป็นระยะ ๆ เพื่อติดตามความก้าวหน้าและให้ความช่วยเหลือเมื่อเกิดปัญหาอุปสรรคในการพัฒนางาน การสัมมนาเชิงปฏิบัติการเพื่อแก้ปัญหาเป็นเรื่องที่ต้องปฏิบัติเพื่อการติดตามการเสริมแรงและสนับสนุนการเปลี่ยนแปลง
รูปแบบของการปรับปรุงและพัฒนา มีดังนี้
๑. วิวัฒนาการ เป็นการปรับเปลี่ยนที่ค่อยเป็นค่อยไปตามปัจจัยต่าง ๆ ที่กำกับอยู่ตามธรรมชาติ
๒. ปฏิวัติ เป็นการเปลี่ยนแบบถอนราก ถอนโคน โดยการปรับความมุ่งหมายหรือ ปรัชญาของ องค์การ
๓. ปฏิรูป เป็นการปรับเปลี่ยนรูปร่างหรือโครงสร้างโดยยุงคงปรัชญาหรือเป้าหมายไว้อย่างเดิม
๔. ปฏิสังขรณ์ เป็นการปรับเปลี่ยนในรูปของการแก้ไข ซ่อมแซ0ในรูปของการแก้ไข ซ่อมแซม เมื่อเกసฏิโลม เป็นการปรับเปลี่ยนโดยไม่มีเป้าหมาย ไม่มีเหตุผล เป็นการปรับเปลี่ยน เพียงเพื่อให้มีการเปลี่ยนแปลง เกิดความรู้สึกว่าดีกว่าอยู่เปล่า ๆ
๖. การรื้อปรับระบบ เป็นแนวคิดใหม่ เป็นการรื้อปรับระบบเดิมในส่วนที่พิจารณาเห็นว่า ไม่ดีไม่เหมาะสม แล้วจัดการสร้างระบบขึ้นมาใหม่ที่ดีกว่าเดิม ซึ่งอาจเป็นส่วนหลักหรือส่วนย่อยก็ได้ เป็นการแก้ระบบวิธีการที่มีผลกระทบต่อโครงสร้างอยู่ด้วย
ข้อ ๔. ท่านคิดว่าสถานศึกษาของท่าน มีการปรับปรุงและพัฒนาเพื่อให้สอดคล้องกับการปฏิรูปการศึกษาในเรื่องใดบ้าง เพราะเหตุใด
ข้าพเจ้ามีความคิดว่า วิทยาลัยอาชีวศึกษาสิงห์บุรี มีวิธีการปรับปรุงและพัฒนาเพื่อให้สอดคล้องกับ การปฏิรูปการศึกษา ในเรื่องต่อไปนี้
๑. การปฏิรูปโครงสร้างการบริหารสถานศึกษา เพราะจะต้องปรับงานต่าง ๆ ให้สอดคล้องกับ การปฏิรูปการศึกษา เช่น การเพิ่มหัวหน้างานประกันคุณภาพการศึกษา หัวงานงานวิจัยและพัฒนา เป็นต้น
๒. การปฏิรูปหลักสูตรให้มีความสอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงาน และชุมชน และเพิ่มหลักสูตรท้องถิ่นในสถานศึกษา
๓. การปฏิรูปกระบวนการจัดการเรียนการสอนของครู โดยปรับจากการสอนหนังสือ มาเป็นสอนคนให้คิดเป็น ทำเป็น เป็นภาคปฏิบัติให้มาก เพื่อสร้างเสริมประสบการณ์ของผู้เรียน
๔. การปฏิรูปการวัดผลประเมินผล โดยมีความพยายามปรับจากการทดสอบด้วยข้อสอบเลือกตอบ มาเป็นการประเมินผลตามสภาพจริง โดยมีการประเมินจากแฟ้มสะสมงานรายวิชา มีการเน้นการทำงานเป็นกลุ่ม ประเมินเป็นกลุ่มเป็นต้น
๕. การปฏิรูปการทำงานตามโครงการในแผนปฏิบัติงาน ซึ่งแต่เดิมทำเพื่อแสดงให้เห็น ว่าได้ทำแล้ว จัดแล้ว โดยปฏิรูปมาเป็น ทำแล้วต้องคำนึงถึงปริมาณและคุณภาพ ทำอะไรต้องให้ลงถึงเด็ก เป็นผลสัมฤทธิ์ที่เกิดความเปลี่ยนแปลงในตัวผู้เรียน เป็นต้น
ข้อ ๕. จงอธิบายความหมายของการรื้อปรับระบบ พร้อมยกตัวอย่างที่เกี่ยวข้องกับการศึกษา
การรื้อปรับระบบ มีความหมายดังต่อไปน
ี้
๑. หมายถึงการเริ่มต้นกันใหม่ โดยไม่ยึดติดกับสิ่งที่เกิดขึ้นในอดีตจนถึงปัจจุบัน เป็นการละทิ้งกระบวนการที่ทำมายาวนาน แล้วหากระบวนการใหม่ที่ทันสมัยตามสภาพงานในขณะนั้นต้องการ เพื่อสร้างสินค้าหรือบริการที่ให้คุณค่าแก่ผู้บริโภค
๒. หมายถึง การถอนราก ถอนโคน เพื่อก่อให้เกิดการปรับปรุงที่ยิ่งใหญ่ อย่างเห็นได้ชัด โดยมีหลักเกณฑ์สำคัญที่ใช้สำหรับวัดผลการดำเนินธุรกิจ ได้แก่ ด้านต้นทุน คุณภาพ การบริหาร และความรวดเร็ว โดยเน้นเรื่องกระบวนการ ความปรารถนาที่แรงกล้า การไม่ยึดติดกับกฎข้อบังคับเดิม และการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ
๓. หมายถึง การนำกระบวนการบริหารจัดการใหม่มาแทนกระบวนการที่ใช้อยู่เดิมเพื่อฉกฉวยข้อได้เปรียบจากการเปลี่ยนแปลงของสังคมและเทคโนโลยี
ตัวอย่างของการรื้อปรับระบบที่เกี่ยวข้องกับการศึกษา คือ
๑. การกำหนดเป้าหมายของการจัดการศึกษาที่คุณภาพของผู้สำเร็จการศึกษา
๒. การเปลี่ยนแปลงและพัฒนาหลักสูตร
๓. กระบวนการเรียนการสอน
๔. ปฏิรูการสอนเพื่อประเมินผลการศึกษา
๕. การปรับกระบวนการบริหารจัดการ
ข้อ ๖. กระบวนการรื้อปรับระบบตามแนวคิดของแฮมเมอร์( Hammer )ประกอบด้วยขั้นตอนอะไรบ้าง? จงอธิบายแต่ละขั้นตอนโดยย่อ
กระบวนการรื้อปรับระบบตามแนวคิดของแฮมเมอร์( Hammer ) ประกอบด้วย ขั้นตอน ๔ ขั้นตอน ดังมีรายละเอียด ดังต่อไปนี้
๑. ขั้นระดมพลังโดยต้องดำเนินการดังนี้
๑.๑ สร้างรูปแบบของกระบวนการทางธุรกิจหรือกระบวนการทางการศึกษา
๑.๒ ตั้งผู้รับผิดชอบ – เจ้าของคณะทำงานรื้อระบบ
๑.๓ กำหนดยุทธศาสตร์
๑.๔ กำหนดความสำเร็จของกระบวนการ
๒. ขั้นการวิเคราะห์ โดยดำเนินการดังนี้
๒.๑ กำหนดขอบเขตและทิศทาง
๒.๒ ศึกษาความต้องการของลูกค้า
๒.๓ ศึกษากระบวนการปัจจุบัน
๒.๔ หาจุดอ่อนของระบบปัจจุบัน
๒.๕ กำหนดเป้าหมายของระบบใหม่
๓. ขั้นการออกแบบใหม่ โดยดำเนินการดังนี้
๓.๑ กำหนด Concept ของกระบวนการ
๓.๒ ออกแบบใหม่ทั้งหมด
๓.๓ พัฒนารายละเอียดของระบบใหม่
๓.๔ สร้างแบบเพื่อทดสอบ
๓.๕ ทดสอบและดูผลการทดลอง
๔. ขั้นนำไปใช้ โดยดำเนินการดังนี้
๔.๑ ทดลองนำไปใช้โดยนำร่อง
๔.๒ เรียนรู้จากผลของโครงการนำร่อง
๔.๓ ปรับระบบ
๔.๔ พัฒนาระบบสนับสนุนพื้นฐาน
๔.๕ นำระบบใหม่ใช้ทั้งหมด
ข้อ ๗. เป้าหมายของการรื้อปรับระบบคืออะไร ? ท่านคิดว่าข้อใดสำคัญที่สุด ? เพราะเหตุใด?
เป้าหมายของการรื้อปรับระบบ คือ การรื้อระบบเดิมลงแล้วปรับสร้างระบบใหม่อย่างมีเป้าประสงค์ที่ชัดเจนทั้งในส่วนรวมและส่วนย่อย ซึ่งมีเป้าหมายของการรื้อปรับระบบ ดังนี้
๑. เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ โดยมีความจำกัดทางทรัพยากร กรทำได้จากการลดขั้นตอนที่ไม่จำเป็น ด้วยการวิเคราะห์ขั้นตอนของระบบงาน แล้วจัดขั้นตอนใหม่ โดยกำหนดหน้าที่ของคนที่เกี่ยวข้องให้ชัดเจน มอบอำนาจให้ทำหน้าที่พร้อมกับการกระจายอำนาจและความรับผิดชอบ ซึ่งจะทำให้เกิดการคล่องตัวในการทำงาน ลดวามซับซ้อนทำให้งานมีประสิทธิภาพมากขึ้น
๒. เพิ่มคุณค่า ได้แก่ คุณภาพของผลผลิตดีขึ้น คุณภาพของกระบวนการของการผลิตที่มีคุณภาพ คุณภาพของการบริหาร
ในความคิดของข้าพเจ้า คิดว่า การเพิ่มประสิทธิภาพมีความสำคัญที่สุด เพราะการรื้อปรับระบบเป็น
กลไกลในการเปลี่ยนแปลงการทำงาน หัวใจของการเปลี่ยนแปลงอยู่ ”คน” ถ้าปรับแก้ความคิด หรือ การกระทำที่มีอยู่เดิม สร้างความตั้งใจในความรับผิดชอบในงานของตนเองและองค์การแล้ว สิ่งที่จะเกิดขึ้นก็คือ ประสิทธิภาพและคุณภาพ

ข้อ ๘. สถานศึกษาสามารถนำวิธีการรื้อปรับระบบไปประยุกต์ใช้ได้อย่างไรบ้าง? และท่านคิดว่า
อะไรคืออุปสรรคของการปฏิบัต

สถานศึกษาสามารถนำวิธีการรื้อปรับระบบไปประยุกต์ใช้ได้ดังต่อไปนี้
๑. การระดมพลัง สร้างรูปแบบในการจัดการศึกษาที่มีประสิทธิภาพ โดยแต่งตั้งคณะทำงานในการกำหนดกลยุทธศาสตร์ และความสำเร็จของกระบวนการ
๒. การวิเคราะห์กระบวนการที่เป็นอยู่ศึกษาปัญหา หาจุดอ่อน ศึกษาความต้องการของลูกค้าได้แก่ ผู้ปกครอง ชุมชน ตลาดแรงงาน แล้วนำมากำหนดขอบเขตและทิศทาง
๓. การออกแบบเพื่อพัฒนารายละเอียดของระบบใหม่ในการพัฒนาระบบการจัดการศึกษา
๔. นำระบบที่ออกแบบไปทดลองใช้ แล้วเรียนรู้ผล นำมาปรับระบบ
๕. นำระบบใหม่ใช้ทั้งองค์การ
อุปสรรคของการปฏิบัติในการรื้อปรับระบบอยู่ที่ “คน’’ ที่ติดยึดกับระบบเก่า กลัวการเปลี่ยนแปลง

ข้อ ๙. การเปลี่ยนแปลง (Change) คืออะไร การเปลี่ยนแปลงที่ดีต้องมีลักษณะอย่างไร ? จงอธิบาย
การเปลี่ยนแปลง (Change) คือ เปลี่ยนลักษณะของกระบวนการ วิธีการ รูปแบบ แนวทาง จากลักษณะเดิมสู่ลักษณะใหม่ ซึ่งมีความเชื่อว่าในโลกนี้ไม่มีอะไรที่ไม่เปลี่ยนแปลง ทุกสิ่งทุกอย่างต้องเปลี่ยนแปลง โดยไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้
การเปลี่ยนแปลงที่ดีและสามารถควบคุมได้โดยมีการวางแผนเพื่อการเปลี่ยนแปลง เพื่อทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างมีแผน ซึ่งต้องมีลักษณะเป็น
๑. การพัฒนาหรือเรียกว่า ปฏิรูป
๒. การปรับรื้อระบบ หรือ การปฏิสังสรรค์
ซึ่งในการเปลี่ยนแปลงลักษณะดังกล่าว จะมีความเร็ว ความหนักเบาของการเปลี่ยนแปลง
แตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับปัญหาของหน่วยงานว่ามีมากหรือน้อยและมีศักยภาพในการดำเนินการมากน้อยเพียงใด

ข้อ ๑๐. การปฏิรังสรรค์คืออะไร ?มีความสำคัญอย่างไรการจัดการคุณภาพทั้งระบบ?จงอธิบาย
พร้อมยกตัวอย่างมาพอเข้าใจ

การปฏิรังสรรค์(reinventing) คือ การสร้างใหม่ ประกอบด้วยระบบควบคุมกระบวนการทำงานทาง(SPC: statistical process contro พัฒนาโดยW.A.Shewhart) และการจัดการคุณภาพทั้งระบบ (TQM: total quality management) ซึ่งหากหน่วยงานใด มีข้อมูลชัดเจนว่าต้องมีการปฏิรังสรรค์ นั่นคือโอกาสสำคัญของการนำเอาการจัดการคุณภาพทั้งระบบมาใช้นั่นเอง
การจัดการคุณภาพทั้งระบบ มีความสำคัญช่วยให้หน่วยงานหรือองค์การ มีการบริหารจัดการที่เข้มแข็งและมีประสิทธิภาพมาก
โดยในการนำเอกหลักการจัดการคุณภาพทั้งระบบมาใช้ ต้องมีการเปลี่ยนแปลงทั้งทางด้านปรัชญาความเชื่อ และ วิธีการทำงาน ในทางปฏิบัติ ต้องมีการนำด้วยหลักการ เครื่องมือ และกระบวนการเป็นจำนวนมากเพื่อเป็นแนวทางการปฏิบัติงานในองค์กรที่เกี่ยวข้องกับสมาชิกทุกคน ที่ต้องมีการควบคุมและปรับปรุงงานอย่างต่อเนื่อง
กล่าวสรุปว่า การปฏิรังสรรค์ เป็นการเปลี่ยนแปลงองค์กรจากการบริหารจัดการ
แบบเดิมอย่างเบ็ดเสร็จ โดยต้องมีการเปลี่ยนแปลงความคิด และกระบวนการทำงานทั้งหมด สู่การบริหารจัดการแบบใหม่ ซึ่งหากให้ความคิดของการจัดการคุณภาพทั้งระบบ จะต้องมีการเปลี่ยนแปลงองค์กรให้เน้นที่ ลูกค้าหรือผู้รับบริการ ปรับวัฒนธรรมในการทำงานใหม่ และปรับระบบสถิติข้อมูลข่าวสารในมีประสิทธิภาพ นั่นเอง
การจัดการคุณภาพทั้งระบบคือ
การจัดการคุณภาพทั้งระบบ(TQM: total quality management) คือ การปฎิรังสรรค์บริหารและจัดการ ที่ต้องเปลี่ยนแปลงทั้งปรัชญา ความเชื่อ และ วิธีการทำงาน กระบวนการ สถิติข้อมูลข่าวสาร เพื่อเป็นแนวทางการปฏิบัติงานในองค์การ ซึ่งเกี่ยวข้องกับสมาชิกทุกคน ที่ต้องมีการควบคุมและปรับปรุงงานอย่างต่อเนื่อง เช่น
ในปี ๑๙๘๐ ธุรกิจในสหรัฐอเมริกาเป็นจำนวนมากพบกับภาวะถดถอย จึงได้มีการนำแนวคิดการจัดการคุณภาพ ทำให้กิจการดีขึ้น แข่งขันได้มากขึ้น
ในปี ค.ศ. ๑๙๙๑ สหรัฐอเมริกา ได้มีการนำเอาการ จัดการคุณภาพทั้งระบบมาใช้กับรัฐบาล ช่วยให้รัฐบาลสหรัฐอเมริกา มีการบริหารจัดการที่เข้มแข็งและมีประสิทธิภาพมาก
ในบริษัท/สถานประกอบการที่มีขนาดใหญ่ ได้มีการนำหลักการจัดการคุณภาพทั้งระบบมาใช้ ทำให้สามารถควบคุมคุณภาพของสินค้าให้เป็นไปตามมาตรฐานการผลิต โดยปรับปรุง กระบวนการ วิธีการทำงาน โดยมีการจัดทำคู่มือคุณภาพในการปฎิบัติงาน มีการตรวจสอบข้อมูล และประชุมปรับปรุงวิธีการทำงานตลอดเวลา เช่น บริษัท ฮอนด้า ( ประเทศไทย ) บริษัท ซันโย ฯ เป็นต้น
ข้อ ๑๑. จงวิจารณ์การปฏิรังสรรค์การศึกษาของสหรัฐอเมริกา สหราชอานาจักร และมาเลเซีย ในประเด็นต่อไปนี้
ก. ความจำเป็น
ข. ความเหมาะสม
ค. ข้อดี ข้อเสีย
ง. ผลลัพธ์
การปฏิรังสรรค์การศึกษาของ ประเทศสหรัฐอเมริกา ประเทศสหราชอาณาจักร และประเทศมาเลเซีย โดยทั้ง ๓ ประเทศ ดังกล่าวมีข้อสรุปดังนี้
ก. ความจำเป็น ของทุกประเทศในเรื่องการจัดการศึกษาที่ต้องอาศัยความร่วมมือกับภาคธุรกิจเอกชน ในการพัฒนาประเทศ โดยประเทศที่จะเจริญได้เร็วและมีประสิทธิภาพ รัฐฯต้องทำการพัฒนาคนเป็นลำดับแรก และในการพัฒนาคนต้องเริ่มที่การให้การศึกษา ซึ่งรัฐมีความจำกัดในเรื่องของ งบประมาณ วิธีการดำเนินงาน รัฐบาลจึงได้เกิดความร่วมมือในการนำภาคเอกชนมาร่วมปฎิรังสรรค์ จัดการควยคุมคุณภาพการศึกษาทั้งระบบ ดังจะเห็นจาก ประเทศสหรัฐอเมริกาและสหราชอาณาจักร ร่วมมือ กับ บริษัท ไอ บี เอ็ม จำกัด ในการจัดการศึกษาทำให้นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงขึ้น ประเทศมาเลเซีย มีความเชื่อพื้นฐานว่าการศึกษาเป็นเรื่องสำคัญในการผลักดันทำให้ประเทศซึ่งอยู่ในเศรษฐกิจอุตสาหกรรมธรรมดา ให้เปลี่ยนเป็น เศรษฐกิจฐานความรู้(knowledge-based economy)โดยการนำภาคเอกชน ที่เป็นอุตสาหกรรมนำเทคโนโลยีสารสนเทศเข้ามามีบทบาทร่วมกับรัฐในการเปลี่ยนแปลงโรงเรียนธรรมดา มาเป็นโรงเรียนที่ ปราชญ์เปรื่อง (smart school)สามารถจัดการศึกษาได้อย่างไม่มีขอบเขตของความรู้ เวลา และบุคคล
๒. การร่วมมือกับภาคเอกชนในการจัดการศึกษา มีความเหมาะสมมากเนื่องจากเป็นไปตามหลักการจัดการศึกษาคือให้ทุกฝ่ายได้มีส่วนร่วม ดังนั้นการกำหนดทิศทางและเป้าหมายของการศึกษาต้องดำเนินการร่วมกันของหลายฝ่ายในรูปแบบของการลงนามความร่วมมือ
๓. ข้อดี ข้อเสีย จากการ่วมมือการจัดการศึกษามีข้อดีคือนักเรียนมีคุณภาพมากขึ้น แต่ข้อเสีย บุคลากรในองค์กรเดิมอาจจะปรับตัวไม่ทันต่อการเปลี่ยนแปลงทั้งทางด้านเทคโนโลยีและวัฒนธรรม
๔. ผลลัพธ์ – ทำให้ครู นักเรียน หรือแม้ประชาชนและผู้ปกครองได้มีการร่วมกันแก้ปัญหา
ระหว่างสถานศึกษาได้อย่างรวดเร็วอย่างไม่เคยมีมาก่อน ผลที่ได้ พบว่าสัมฤทธิผลทางการเรียนของนักเรียนสูงขึ้น ชัดเจน
– ผลที่ได้มีความชัดเจนที่ตัวนักเรียนที่สามารถเพิ่มคุณภาพการเรียนรู้ได้มาก ทั้ง
ในด้านการจูงใจ ความเชื่อมั่น ความใส่ใจ ทักษะ และความสามารถในการเข้าถึงแหล่งเรียนรู้ได้อย่างไร้ขอบเขตจำกัด
– ผลที่ได้พบว่ามีการเปลี่ยนแปลงที่ทำให้นักเรียน แม้จะอยู่ในระดับมัธยมศึกษา แต่สามารถใช้สื่อ และวิธีการทำงานระดับระหว่างประเทศ หรือระดับโลกได้ ถือเป็นการเพิ่มคุณค่า
ข้อ ๑๒. ตามความเห็นของท่าน ขณะนี้ถึงเวลาหรือยังที่ จะต้องมีการปฏิรังสรรค์การศึกษาใน สถาบัน
ของตนเอง จงอธิบาย

ตามความเห็นของข้าพเจ้า มีความเห็นว่าถึงเวลาแล้วที่จะต้องมีการปฏิสังสรรค์การศึกษาในวิทยาลัยอาชีวศึกษาสิงห์บุรี โดยดำเนินการปกสังสรรค์ทั้ง ๒ องค์ประกอบ คือ
๑. ผู้นำเพื่อการเปลี่ยนแปลง โดยทีมผู้บริหารจะต้องเห็นความสำคัญของการเปลี่ยนแปลง ด้วย
การปรับบทบาทของตนเองให้มีคุณสมบัติ ของผู้นำเพื่อการเปลี่ยนแปลง กล่าวคือ ให้มีวิสัยทัศน์และมองการณ์ไกล เพื่อความชัดเจนในการปฏิบัติงาน เห็นคุณค่าของครูและเพื่อร่วมงาน ต้องเป็นนักสื่อสารที่ดี เป็นผู้นำที่ดี เพื่อการสร้างทีมงาน มีความคิดริเริ่มและกล้าตัดสินใจ
๒. สาระของการเปลี่ยนแปลง วิทยาลัยอาชีวศึกษาสิงห์บุรี จะต้องปฏิสังสรรค์ในด้านของการ
บริหารจัดการในลักษณะของผู้นำเพื่อการเปลี่ยนแปลง โดยการนำเอาแนวคิดของการจัดคุณภาพทั้งระบบมาใช้ ในส่วนของครูผู้สอนจะต้อง ปฏิสังสรรค์เกี่ยวกับการจัดการเรียนรู้ ดังนี้
๒.๑ เปลี่ยนจากสอนหนังสือเป็นสอนคนโดยยึดผู้เรียนเป็นสำคัญ
๒.๒ เปลี่ยนจากทฤษฏีมาเป็นลงมือปฏิบัติ
๒.๓ เปลี่ยนจากการบรรยายมาเป็นยั่วยุท้าทายให้มีการศึกษาค้นคว้าลงมือปฏิบัติมาก ๆ
เน้นวิธีการค้นคว้าวิจัย
๒.๔ ให้ขวัญกำลังใจ เป็นการเสริมแรงทางบวก มีวิธีการปรับพฤติกรรมอย่างมืออาชีพ
๒.๕ ปรับเป็นการสอนผ่านเทคโนโลยีสารสนเทศ


ให้ความเห็น so far
ใส่ความเห็น



ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s



%d bloggers like this: