Thongplew1’s Weblog


คำถามท้ายบทที่ ๑ เรื่อง วิทยาการจัดการและการบริหาร
พฤษภาคม 28, 2008, 2:48 pm
Filed under: Uncategorized

๑. การบริหารคืออะไร มีความหมายตรงกับอะไร จงอธิบาย
การบริหาร คือ วิถีของการจัดการที่เน้นการวางกฎเกณฑ์เพื่อการบริหารและการวางโครงสร้างองค์กร เป็นการดำเนินการเพื่อให้เกิดการวางแผน การจัดองค์กร การจัดการบุคคล การอำนวยการ และการควบคุมให้องค์กรดำเนินไปตามจุดประสงค์
การบริหารมีความหมายตรงกับ คำว่า “การจัดการ” ซึ่งหมายถึงชุดของกิจกรรมหรือกระบวนการประสานและผสมผสานทรัพยากรเพื่อประโยชน์ในความสำเร็จขององค์กรโดยอาศัยบุคลากร เทคนิคต่าง ๆ รวมทั้งข้อมูลข้าวสารภายใต้โครงสร้างการจัดการที่ดี
คำว่า “การบริหาร” และ “การจัดการ” มีความหมายตรงกัน เพราะ เป็นการดำเนินการภายในองค์กร ที่เกี่ยวข้องกับบุคลากร ทรัพยากรต่าง ๆ ให้เกิดการดำเนินการไปตามจุดประสงค์ขององค์กรนั้นๆ

๒. การเคลื่อนไหวด้านมนุษยสัมพันธ์ และพฤติกรรมศาสตร์เพื่อการบริหารเกิดขึ้น เพราะเหตุใด จงอธิบาย
การเคลื่อนไหวด้านมนุษยสัมพันธ์และพฤติกรรมศาสตร์เพื่อการบริหารเกิดขึ้น เพราะ ใน
ปี พ.ศ. ๒๔๕๓ เป็นยุคของการบริหารเชิงวิทยาศาสตร์โดยมีจุดเน้นอยู่ที่การบริหารให้มีประสิทธิภาพ ให้ผู้ปฏิบัติงานเพิ่มผลผลิตและการดูแลงานตลอดระบบองค์กร เป็นการบริหารที่เน้นงานหรือผลงานของบุคลากรที่เกี่ยวข้องหรือคนงานต้องทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ ต้องทำงานให้ทันกับเครื่องจักร และได้รับผลตอบแทนตามการทำงาน หากทำงานไม่ได้ก็ไม่ได้รับค่าตอบแทน ก่อให้เกิดความบีบคั้นในเรื่องแรงงาน มีผลให้มีการตั้งกลุ่ม หรือตั้งสหภาพขึ้นต่อรองกับนายจ้าง เกิดการเดินประท้วงกันบ่อย ๆ ซึ่งมีผลเสียต่อผลผลิตทางอุตสาหกรรม จึงเป็นสาเหตุให้มีการเอาใจใส่เรื่องคนหรือบุคลากรมากขึ้น

๓. จงยกหลักธรรมในพระพุทธศาสนา หรือศาสนาที่ท่านนับถือ ซึ่งเกี่ยวข้องกับการบริหาร พร้อมอธิบายพอสังเขป
หลักธรรมในพระพุทธศาสนา ที่เกี่ยวข้องกับการบริหาร มีดังนี้
๑. พรหมวิหาร ๔ เป็นหลักธรรมสำหรับผู้ใหญ่หรือผู้ปกครอง ที่จำเป็นต้องมีแก่ผู้น้อย ผู้ใต้บังคับบัญชา ใช้ในการบริหารบุคคลก่อให้เกิดความรักศรัทธา ซึ่งประกอบด้วย
๑.๑ เมตตา คือ ความรักใคร่เอ็นดู ปรารถนาจะให้ทุกคนเป็นสุข
๑.๒ กรุณา คือ ความสงสาร เมื่อผู้อื่นเป็นทุกข์ และคิดหาทางช่วยให้ผู้อื่นพ้นจากความทุกข์
๑.๓ มุทิตา คือ ความยินดีเมื่อผู้อื่นได้ดี หรือประสบวามสำเร็จในชีวิต การงานหรือส่วนตัว
๑.๔ อุเบกขา คือ ความวางเฉย ความมีใจเป็นกลาง มองตามเป็นจริง ไม่ดีใจและไม่เสียใจ
เมื่อผู้อื่นถึงความวิบัติ เพราะ ได้รับผลกรรมที่เขาก่อขึ้นเอง
๒. สังคหวัตถุธรรม ๔ คือ ธรรมะที่ช่วยยึดเหนี่ยวใจคน และสร้างความสามัคคี สร้างความประสานสังคมให้ดีงาม มีเอกภาพ ประกอบด้วย
๒.๑ ทาน คือ การเผื่อแผ่แบ่งปัน การให้ปันสิ่งของของตนให้แก่ผู้ที่สมควรแบ่งบัน อาจให้
ด้วยเพื่ออนุเคราะห์ด้วยความเมตตาปราณี หรือ เพื่อเป็นการบุญกุศล โดยไม่หวัง
ผลตอบแทน(ช่วยด้วยเงิน ด้วยสิ่งของ)
๒.๒ ปิยวาจา คือ พูดอย่างรักกัน การเจรจาที่อ่อนหวาน ทำให้ผู้ฟัง ได้รับประโยชน์และเกิด
ความพึงพอใจ(ช่วยด้วยถ้อยคำ)
๒.๓ อัตถจริยา คือ ทำให้ประโยชน์แก่เขา การประพฤติตนในสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อผู้อื่น
และสังคม(ช่วยด้วยกำลังแรงงาน)
๒.๔ สมานัตตตา คือ เอาตัวเข้าสมาน ความเป็นคนเสมอต้นเสมอปลาย เคยปฏิบัติงาน
อย่างไร ก็ปฏิบัติอย่างนั้น ไม่มีการเปลี่ยนแปลงเมื่อได้ลาภยศ ตำแหน่ง หน้าที่สูงขึ้น
ธรรมะนี้จะช่วยให้ผู้ประพฤติเป็นที่รักใคร่ของเพื่อนร่วมงานเป็นอย่างดี (ช่วยด้วยร่วม
สร้างสรรค์และแก้ปัญหา)
๓. สัปปุริสธรรม ๗ คือ ธรรมของสัตบุรุษ คือ ธรรมของผู้ประพฤติดี ปฏิบัติชอบ ตั้งตนอยู่ในทำนองคลองธรรม ประกอบด้วย ๗ ประการดังนี้
๓.๑ ธัมมัญญุตา ความเป็นผู้รู้จักเหตุ
๓.๒ อัตถัญญุตา ความเป็นผู้รู้จักผล
๓.๓ อัตตัญญุตา ความเป็นผู้รู้จักตน จะทำให้วางตัวได้ถูกต้อง
๓.๔ มัตตัญญุตา ความเป็นผู้รู้จักประมาณ รู้จักขอบเขต หรือ ความพอดีของสิ่งที่เราจะ
เกี่ยวข้องด้วย
๓.๕ กาลัญญุตา ความเป็นผู้รู้จักกาล รู้ค่าของเวลา จะใช้ประโยชน์ได้อย่างเต็มที่
๓.๖ ปริสัญญุตา ความเป็นผู้รู้จักที่ประชุม คือ การรู้จักเข้าสมาคมและมารยาทที่จะประพฤติ
เมื่อเข้าสมาคมต่าง ๆ
๓.๗ ปุคคลัญญุตา ความเป็นผู้รู้จักบุคคล ได้แก่ รู้จักเลือกคบคนและรู้จักใช้บุคคลให้
เหมาะสมแก่หน้าที่และความสามารถของเขา
๔. ธรรมคุ้มครองโลก ได้แก่
๔.๑ หิริ คือ ความละอายแก่ใจที่จะกระทำความชั่วหรือความผิด
๔.๒ โอตตัปปะ คือ ความเกรงกลัวต่อบาป ต่อการละเมิดกฎหมาย ระเบียบแบบแผน
หรือการเอาเปรียบซึ่งกันและกัน
๕. อคติ ๔ เป็นหลักธรรมที่แตกต่างจากธรรมข้ออื่น คือ หลักธรรมข้อนี้เป็นสิ่งที่ ผู้บริหารจะต้องงดเว้นไม่ปฏิบัติ ซึ่งมีอยู่ ๔ ประการ คือ
๕.๑ ฉันทาคติ คือ ความลำเอียง เพราะความรักใคร่กัน
๕.๒ โทสาคติ คือ ความลำเอียง เพราะความไม่ชอบกัน
๕.๓ โมหาคติ คือ ความลำเอียง เพราะความเขลา หรือความไม่รู้
(ควรฝึกให้เป็นคนมีเหตุผล)
๕.๔ ภยาคติ คือ ความลำเอียง เพราะความกลัว
อคติ ๔ นี้ พระพุทธเจ้าทรงสอนไว้ไม่ควรประพฤติปฏิบัติ เพราะเป็นทางทำลายความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน ทำให้ผู้ร่วมงานเสียกำลังใจ มีผลเสียหายต่อการปกครองและการสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างผู้บังคับบัญชากับผู้ใต้บังคับบัญชาเป็นอย่างดี
นอกจากนี้หลักธรรมทางพระพุทธศาสนาที่กล่าวมาแล้ว ขอยกคำสอนที่เกี่ยวข้องกับการบริหารอีก ๑ หัวข้อ คือ ทฤษฎีลิง ๓ ตัว ของขงจื้อ
ขงจื้อเป็นนักปราชญ์ชาวจีน ซึ่งเกิดเมื่อ ๘ ปีก่อนองค์พระสัมมาสัมมาพุทธเจ้าเสด็จปรินิพาน เป็นเจ้าของทฤษฎีลิง ๓ ตัว ซึ่งมีสัญลักษณ์เอามือปิดหู ปิดตา และปิดปาก
ตัวที่ ๑ ปิดหู หมายถึง การควบคุม การฟังการได้ยิน
ตัวที่ ๒ ปิดตา หมายถึง การควบคุม การดูการเห็น
ตัวที่ ๓ ปิดปาก หมายถึง การควบคุม การพูดการแสดงออก
หลักคำสอนของขงจื้อ ใช้มานานมากในการบริหารและการสร้างมนุษย์สัมพันธ์ กล่าวคือ ถ้าจะผูกมิตร เราต้องปิดหูเป็น ควบคุมหูของเราให้ได้ว่าอะไรควรฟัง หรือไม่ควรฟัง อะไรควรได้ยินหรือไม่ควรได้ยิน แม้ได้ยินแล้ว ก็ต้องควบคุมให้ได้ว่า อะไรควรเก็บไปคิดไม่ควรเก็บไปคิด อะไรควรเชื่อไม่ควรเชื่อ คำสอนนี้ให้คติแก่ ผู้บริหารว่า “อย่าเป็นคนหูเบา”
สรุปสั้น ๆ จากคำสอนของขงจื้อ ก็คือ หากต้องการเป็นผู้บริหารที่ดี มีคนรักเคารพนับถือ ก็ต้องรู้จักควบคุมหูควบคุมตา และควบคุมปากให้ใช้ได้ถูกกาละเทศะนั้นเอง

๔. ในการบริหารงานของท่าน ด้านการวางแผน การจัดสรร การจัดคนเข้าทำงาน การบริหารงานบุคคล กองอำนวยการ และการควบคุม ที่ผ่านมา ท่านประสบความสำเร็จในเรื่องอะไร และประสบปัญหาในเรื่องอะไรมากที่สุด เพราะเหตุใด
ในการบริหารงานของข้าพเจ้าที่ผ่านมา พบว่าประสบความสำเร็จมากที่สุดในเรื่อง
การวางแผน โดยในการทำงาน บริหารงาน จะมีการวางแผนเตรียมความพร้อม การวางแผนการดำเนินงาน อย่างเป็นขั้นตอน เป็นระบบ มีการประชุมมอบหมายหน้าที่ตามที่วางแผนไว้ มีผลให้การดำเนินงานบรรลุวัตถุประสงค์ และ บุคลากรไม่ต้องเหนื่อยมาก และมีความสุขในการทำงาน
ในส่วนที่ประสบปัญหามากที่สุดคือ การบริหารงานบุคคล เนื่องจากบุคคลสายอาชีวศึกษา มีภาระงานที่ค่อนข้างมาก ทั้งด้านงานสอน งานพิเศษ ทั้งภายในและภายนอกสถานศึกษา มีผลให้เกิดความเหนื่อยล้า แม้จะเต็มใจทำงานก็ไม่สามารถทำได้เต็มที่ เพราะ เรื่องสุขภาพเป็นเรื่องสำคัญ และนอกจากนี้ ปัญหาที่เกิด คือ ครูอัตราจ้างที่เพิ่งสำเร็จการศึกษา เมื่อได้สอนงานจนเป็นงานแล้วก็มักจะสอบบรรจุเปลี่ยนงานบ่อยมาก ต้องรับคนใหม่ มีผลให้การปฏิบัติงานไม่ต่อเนื่อง ต้องเริ่มงานกันใหม่ จะหมุนเวียนอยู่เช่นนี้

๕. การวางแผนคืออะไร สำคัญอย่างไร การทำงานโดยไม่มีแผนจะเกิดอะไรขึ้น เพราะเหตุใด
การวางแผน ( Planning) คือ การตัดสินใจเกี่ยวกับทิศทาง การกระทำและทรัพยากรไว้เป็นการล่วงหน้า เพื่อเชื่อมช่องว่างของการดำเนินงานระหว่างปัจจุบันสู่อนาคตได้ตามต้องการ โดยเน้นการคิดล่วงหน้า เตรียมการล่วงหน้า
การวางแผนมีความสำคัญ ดังนี้
๑. ลดความลังเลในการตัดสินใจ เพิ่มความเชื่อมั่นในการดำเนินงาน
๒. ลดอำนาจส่วนบุคคลของผู้บริหาร โดยเฉพาะ ผู้ที่นิยมสั่งการรายวัน ตามอารมณ์ เน้นงานตามแผนที่ได้วางมาอย่างรอบครอบแล้ว
๓. เพิ่มความรอบครอบในการดำเนินงานอย่างสอดคล้องกับการบริหารงาน
๔. ช่วยให้มีการควบคุมงานได้ดีมีขั้นตอน มีระบบ
๕. เพิ่มประสิทธิภาพในงาน
การทำงานโดยไม่มีแผนจะเกิดผล ต่อไปนี้
๑. บรรยากาศในการทำงานไม่ราบรื่น เพราะต้องเสียเวลากับการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า
๒. งานที่ดำเนินการขาดประสิทธิภาพ เพราะ ได้กำหนดทิศทาง แนวทางการดำเนินงาน และ ทรัพยากรไว้ล่วงหน้า
๓. การจัดองค์กรและบุคลากรอาจไม่เหมาะสม เพราะต้องเร่งรีบในการดำเนินงานให้ทัน จึงไม่มีการวิเคราะห์และจัดสรร
๔. ก่อให้เกิดความบ่งพร่องและความสูญเสียในการดำเนินงาน

๖. องค์การและกรอบอัตรากำลังมีความเกี่ยวข้องกันอย่างไร ทั้งสองเรื่องนี้มีความสำคัญต่อแผนอย่างไร
องค์การและกรอบอัตรากำลังมีความเกี่ยวข้องกัน ดังนี้
องค์การ หมายถึง การรวบรวมกำลังของบุคคลตั้งแต่สองคนขึ้นไป เพื่อดำเนินกิจการอย่างใดอย่างหนึ่ง ตามความมุ่งหมายอย่างใดอย่างหนึ่งร่วมกัน อาศัยการดำรงอยู่ได้ ด้วยการติดต่อสื่อสารเข้าใจกัน ทุกคนที่ร่วมงานมีความเต็มใจที่จะปฏิบัติงานตามกฎเกณฑ์และระเบียบที่หน่วยงานวางไว้ เพื่อให้เป้าหมายที่ตั้งไว้บรรลุผลสำเร็จ สมควรตามความมุ่งหวังของคน ๆ คน
องค์การมีลักษณะที่สำคัญ ดังนี้
๑. องค์การต้องประกอบด้วยบุคคลที่รวมตัวกันอย่างมีแบบแผน
๒. บุคคลจะต้องมีปฏิสัมพันธ์กันทั้งโดยตรงและโดยอ้อม
๓. ปฏิสัมพันธ์ดังกล่าว อาจอธิบายได้โดยโครงสร้างขององค์การ ใครอยู่ที่ไหน
ทำอะไร และขึ้นอยู่กับใคร
๔. ทุกคนในองค์การย่อมทีทั้งวัตถุประสงค์ที่เป็นของตนเองและวัตถุประสงค์ร่วมกันใน
การที่จะบรรลุเป้าหมายร่วมกันทุกคนในองค์การจะต้องให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่
๕. วัตถุประสงค์ส่วนตัว และวัตถุประสงค์ขององค์การจะต้องมี ความสัมพันธ์และ
สอดคล้องกัน
กรอบอัตรากำลัง เป็นกรอบการกำหนดจำนวนคนในองค์การว่า ควรจะมีเท่าใด มีงานละกี่คน แต่ละงานนั้นคนมีอำนาจหน้าที่และบทบาทอย่างไร
องค์การและกรอบอัตรากำลังจึงเกี่ยวข้องกันอย่างแยกไม่ออก เพราะ องค์การจะต้องกำหนดกรอบอัตรากำลังว่า ในองค์การควรประกอบด้วยบุคคล จำนวนเท่าใด คนเหล่านั้นจะแยกฝ่าย/งาน ตามลักษณะงานจำนวนงานละเท่าใด โครางสร้างของคนจะเป็นอย่างไร อยู่ตรงไหน มีบทบาทหน้าที่อะไร ขึ้นอยู่กับใคร
ทั้งองค์การและกรอบอัตรากำลังมีความสำคัญต่อแผน ดังนี้
การวางแผน หมายถึง กิจกรรมหรืองานในการกำหนดวัตถุประสงค์ นโยบาย และ วิธีปฏิบัติที่ดีที่สุด ไว้ล่วงหน้า เพื่อเป็นแนวทางสำหรับดำเนินการให้เป็นไปตามเป้าหมายที่กำหนดไว้
แผน หมายถึง สิ่งที่กำหนดถือเป็นแนวทางดำเนินการ ซึ่งเกิดจากการวางแผนของบุคคล ในองค์การที่ร่วมกันกำหนดด้วยการพิจารณาตัดสินใจล่วงหน้า ว่า จะทำอะไร ทำอย่างไร
เพราะ ฉะนั้น องค์การและกรอบอัตรากำลัง จึงมีความสำคัญต่อแผน มาก สรุปได้ดังนี้
๑. องค์การกำหนดกรอบอัตรากำลังในแผนว่าปีใดจะมีการรับบุคคล จำนวนเท่าใด
มีการพัฒนาบุคลากรอย่างไรบ้าง
๒. อัตรากำลังในแต่ละงานแต่ละฝ่าย จะต้องกำหนดวัตถุประสงค์ นโยบาย และวิธี
ปฏิบัติงานที่ดีที่สุด ที่จะทำให้งาน– ฝ่าย–องค์การบรรลุตามวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้
๓. องค์การและกรอบอัตรากำลัง จะเป็นผู้ดำเนินการ ตามแผนที่กำหนดไว้
เพื่อนำสู่การบรรลุวัตถุประสงค์
๔. องค์การและกรอบอัตรากำลัง เป็นการระบุหน้าที่การงานแต่ละประเภทไว้ชัดเจน
เป็นการป้องกันความขัดแย้งและการทำงานซึ่งซ้อนกัน ทำให้แผนที่วางไว้
สามารถดำเนินไปสู่จุดมุ่งหมาย ตามที่กำหนด
๗. กิจกรรมเกี่ยวการการบริหารงานบุคคลมีอะไรบ้าง จงระบุพร้อมคำอธิบายมา ๕ กิจกรรม
กิจกรรมเกี่ยวการการบริหารงานบุคคล มีดังต่อไปนี้
๑. การรับและเลือกบุคลากรอย่างเหมาะสม โดยรู้จักรับในวิธีที่แตกต่างกัน โดยให้เหมาะสมกับลักษณะของงาน
๒. มีการปฐมนิเทศและเตรีมคนเพื่อเริ่มงานใหม่ที่ดี เป็นที่ประทับใจมีพี่เลี้ยง หรือผู้ช่วยเมื่อมีปัญหา ซึ่งก่อให้เกิดความเข้าใจในงาน สามารถปฏิบัติงานงานได้ทันที โดยไม่ต้องเสียเวลาศึกษางานมาก
๓. มีการจูงใจ และให้แรงเสริมเหมาะสม ช่วยให้ทุกคนเกิดขวัญกำลังใจในการทำงานที่ดี เพราะความสุขในการทำงานก่อให้เกิดความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ที่ดี งานจะมีประสิทธิภาพ ก่อให้เกิดบรรยากาศในการทำงานที่ดี
๔. มีการพัฒนาบุคลากร พัฒนาองค์กรอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างบุคคลที่เรียนรู้ องค์กรที่เรียนรู้และปรับตัวได้ตลอดเวลา เพราะเทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว จึงมีความจำเป็นที่จะต้องมีการพัฒนาบุคลากรอย่างต่อเนื่อง เพราะสิ่งที่ตามมาคือ การพัฒนางานให้มีประสิทธิภาพ
๕. มีการประเมินผลและวิจัยเพื่อช่วยให้เกิดการปรับปรุงพัฒนาระบบการบริหารงานบุคคลเสมอ เพราะการประเมินผลและการวิจัยเป็นการพัฒนางานบนพื้นฐานของข้อมูลที่ถูกต้องเป็นที่ยอมรับด้วยเหตุและผล

๘. จงอธิบาย คำต่อไปนี้พอสังเขป
 ผู้บริหาร
 ผู้นำและภาวะผู้นำ
 การตัดสินใจ
๑. ผู้บริหาร คือ บุคคลที่รับผิดชอบให้การปฏิบัติงานขององค์การเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และประสิทธิผล โดยผู้บริหารจะต้องมีคุณลักษณะดังต่อไปนี้
– การเป็นผู้นำที่มีคุณธรรมจริยธรรม
– การเป็นผู้นำด้านจัดระบบ
– การเป็นผู้นำด้านวิชาการ
– การเป็นผู้นำด้านการบริหารจัดการ
– การเป็นผู้นำด้านสังคมและชุมชน
– การเป็นผู้นำการพัฒนาตนเองในเชิงบริหาร
๒. ผู้นำและภาวะผู้นำ
ผู้นำ คือ บุคคลที่มีอิทธิพลและบทบาทเหนือผู้อื่น โดยจะต้องมีลักษณะและทักษะที่สามารถนำผู้อื่นได้ในทุกสถานการณ์ ไม่ว่าจะเป็นสถานการณ์ปกติ ฉุกเฉินเต็มไปด้วยปัญหาเฉพาะหน้า หรือในสถานการณ์สบาย ๆ หรือ สถานการณ์ที่ไม่แน่นอน
ภาวะผู้นำ คือ กระบวรการใช้อิทธิพลต่อกิจกรรมต่าง ๆ ของกลุ่มในการตั้งและบรรลุเป้าหมายขององค์กร
ลักษณะของผู้นำที่ดี ประกอบด้วย
๑. มีเมตตาอาทรต่อเพื่อนมนุษย์เป็นพื้นฐาน
๒. มีวินัยในตนเอง ควบคุมตนเองได้
๓. มีการรักษาสุขภาพที่ดี
๔. มีความขยันหมั่นเพียร มีเจตคติที่ดีต่อการทำงาน
๕. มีความประหยัด ยังชีพในสังคมทุนนิยมอย่างรู้เท่าทัน
๖. มีความซื่อสัตย์สุจริต ไม่มีจิตหาประโยชน์ใส่ตนเองโดยมิชอบ
๗. มีความใฝ่รู้อยู่เสมอ เป็นที่พึ่งทางปัญญาได้อย่างเหมาะสม
๘. ใฝ่สันติ ใช้ปัญญาในการแก้ไขปัญหาอยู่เสมอ
๙. มีมนุษยสัมพันธ์ที่ดี
๑๐. มีระดับสติปัญญาสูงกว่าปานกลาง
๑๑. มองการณ์ไกล และมีวิสัยทัศน์
๑๒. มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์และรับความคิดริเริ่มสร้างสรรค์อยู่เสมอ
๑๓. กล้าตัดสินใจ
๑๔. มีความมุ่งมั่น อดทนอดกลั้นไม่ท้อแท้ง่าย
ผู้นำที่ดี ต้องมีทักษะสำคัญ ดังต่อไปนี้
๑. มีทักษะในการเรียนรู้ และเข้าถึง ความคดรวบยอดหรือสังกัป(Concept) ได้เร็วโดยเฉพาะจากการสังเกต การฟัง การอ่านศึกษาค้นคว้า
๒. มีความสามารถในการสื่อความ สื่อสารได้ดี โดยเฉพาะการพูดในที่ชุมชนการเกลี้ยกล่อม การต่อรอง
๓. มีทักษะในการรักษาน้ำใจเพื่อร่วมงานและผู้เกี่ยวข้อง ทุกครั้งที่แสดงออก ต้องได้ประโยชน์ในการสร้างขวัญกำลังใจให้แก่เพื่อร่วมงาน ความนิยมของลูกค้า และผู้เกี่ยวข้องรวมทั้งได้ประโยชน์ในด้านผลงาน
๔. มีทักษะในการนำการประชุม สามารถสร้างความเห็นร่วมนำไปสู่การปฏิบัติได้ มีปัญหาความขัดแย้งน้อย
๕. มีทักษะในการพัฒนาหน่วยงานให้เป็นหน่วยงานที่เรียนรู้ตลอดเวลาและช่วยให้เกิดความก้าวหน้าและมั่นคง
๖. มีทักษะในการเข้าถึงตลาดและผลประโยชน์องค์กร สามารถแบ่งบัน ผลประโยชน์ในฐานะผู้นำที่มีจริยธรรม
๗. มีทักษะในการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ เข้าใจและสื่อสาร ภาษาต่างประเทศอย่างน้อยหนึ่งภาษา
๓. การตัดสินใจ เป็นการเลือกทางเลือกโดยเฉพาะในขั้นตอนก่อนการวางแผน การตัดสินใจที่ดีต้องมีขั้นตอนการศึกษาวิเคราะห์ที่เหมาะสมเพื่อมิให้การตัดสินใจขาดการตั้งอยู่บนข้อมูลและเหตุผล
การตัดสินใจ มีขั้นตอนที่สำคัญ คือ
๑. มีการวิเคราะห์สิ่งแวดล้อมหรือบริบทขององค์กรตลอดเวลา
๒. รับรู้ปัญหาต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องอยู่เสมอ
๓. ระบุปัญหาและความต้องการที่เกี่ยวข้องและเป็นผลประโยชน์ขององค์กร
๔. คาคะเน อนาคต
๕. กำหนดทางเลือกเพื่อเดินสู่อนาคต
๖. การศึกษาและการเลือกทางเลือก
๗. วางแผน ดำเนินการ
๘. ควบคุมให้แผนบังเกิดผล

๙. การควบคุมคืออะไร สำคัญอย่างไร จงอธิบาย
การควบคุม (Controlling) เป็นการจัดการให้มีการตรวจสอบ ประเมินทั้งก่อนการดำเนินการ เพื่อให้การเตรียมการเป็นไปตามนโยบาย และยุทธศาสตร์ที่วางไว้ โดยสรุป การควบคุม คือ การจัดวางระเบียบเพื่อให้บรรลุจุดหมาย
การควบคุมมีความสำคัญ คือ
๑. เป็นการทำให้งานเป็นระบบสมบูรณ์
๒. ทำให้งานก้าวหน้าไปสู่ความสำเร็จตามเงื่อนเวลา
๓. ทำให้ผลงานมีคุณภาพตามมาตรฐาน

๑๐. จงอธิบายความสัมพันธ์ ระหว่าง ศาสตร์ต่อไปนี้ กับการศึกษา
 ประชากรศาสตร์
 จิตวิทยา
 สังคมวิทยา
การศึกษา เป็นระบบที่ช่วยเสริมสร้างคุณภาพของบุคคล จากคนที่ด้อยความสามารถให้มีความสามารถ ตามศักยภาพที่มี จากคนที่ด้อยความดีให้เป็นคนดีจากคนที่ด้อยในการเข้าถึงความงามให้เข้าถึงความงามอย่างมีความหมาย
๑. ประชากรศาสตร์ เป็นศาสตร์ที่กล่าวถึงประชากรตั้งแต่เกิดจนตายประชากรศาสตร์ให้ประโยชน์ดังนี้
– ทำให้ทราบจำนวนผู้เข้าเรียนในระดับการศึกษาปฐมวัย และการศึกษาขั้นพื้นฐาน
– ช่วยให้สามารถวางแผนการศึกษา เชิงปริมาณได้อย่างแม่นยำ
– เป็นฐานองค์ความรู้ด้านประชากร และการวางแผนครอบครัวในหลักสูตรต่าง ๆ โดยเฉพาะ การศึกษาขั้นพื้นฐานและอุดมศึกษา
– เป็นฐานข้อมูลเพื่อการบริการชุมชนของสถานศึกษา
การศึกษาเกี่ยวกับประชากรศาสตร์ต้องศึกษาในเรื่องต่อไปนี้
๑. ขนาดของประชากร
๒. การกระจายตัวของประชากรเกี่ยวข้องกับการย้ายถิ่นเข้า หรือการย้ายถิ่นออก ด้วยเหตุผลภูมิหลังต่าง ๆ กัน
๓. องค์ประกอบของประชากรด้านอายุ เพศ ถิ่น ที่อยู่อาศัย การสมรส เศรษฐกิจ การศึกษา เชื้อชาติ ชาติพันธุ์ ศาสนา ภาษา
๔. การเปลี่ยนแปลงประชากรซึ่งเป็นผลมาจากการเจริญพันธุ์ภาวการณ์ตายและการย้ายถิ่น
๕. การลด/การเพิ่ม การเจริญพันธุ์ การลดการตาย การควบคุมการย้ายถิ่น
๖. กำลังแรงงานและนโยบายประชากร
สรุปแล้วการศึกษาที่มีความสัมพันธ์กับประชากรศาสตร์ คือ ประชากรศาสตร์ เป็นกรอบองค์ความรู้ที่ผู้บริหารการศึกษาต้องศึกษา หาคำตอบ เพื่อนำไปวางแผนการศึกษาและการจัดการบริหารการศึกษาอย่างมีประสิทธิภาพ
๒. จิตวิทยา เป็นศาสตร์ที่ศึกษาเกี่ยวกับพฤติกรรมมนุษย์เพื่อให้เข้าใจความรู้สึกนึกคิด และ
ธรรมชาติของมนุษย์ ที่เป็นทรัพยากรในการบริหารทุกด้าน โดยมีสาระความรู้ที่สำคัญที่เกี่ยวกับ
การบริหาร คือ
– พัฒนาการมนุษย์จากเกิดจนตาย
– ธรรมชาติและกิจพัฒนาการในแต่ละวัย
– การเรียนรู้
– การสอน
– มนุษยสัมพันธ์
– ภาวะผู้นำ ผู้นำ ลักษณะผู้นำ การพัฒนาผู้นำ
– จิตวิทยาองค์กร
– ขวัญกำลังใจ
– การจูงใจ การให้แรงเสริม
– การประสาน การสื่อสาร
– การประเมินการปฏิบัติ
– ทีมงาน การสร้างทีมงาน การภักดีองค์กร
– การประชาสัมพันธ์ การตลาด จิตวิทยามวลชน
– การจัดการความขัดแย้ง
– การวัดผลการศึกษา
การศึกษาจิตวิทยาเป็นสิ่งที่มีความสัมพันธ์กันมาก เพราะ เป็นการสร้างความเข้าใจในมนุษย์เข้าถึงจิตใจของเพื่อร่วมงาน สามารถสร้างขวัญกำลังใจ ละความภักดีองค์กรได้๓. สังคมวิทยา คือ ศาสตร์ที่ว่าด้วยการรวมกลุ่ม ของมนุษย์ ซึ่งมีสาระที่เกี่ยวข้องที่ผู้นำทางการศึกษา จะต้องศึกษา ได้แก่
– การศึกษาเพื่อพัฒนาสังคม
– การพัฒนาหลักสูตรทางการศึกษา เพื่อสนองต่อความต้องการทางสังคม
– การกล่อมเกลาทางสังคม
– ศาสนา ศิลปะ เอกลักษณ์ วัฒนธรรม อุดมการณ์
– เกณฑ์ ค่านิยม ปทัสถานทางสังคม
– ชุมชนและการตั้งถิ่นฐาน
– สถาบันทางสังคม
– การจำแนกทางสังคม
– วิถีชีวิตและชั้นทางสังคม
– การพัฒนาเมือง-ชานเมือง
– การพัฒนาชนบท การพัฒนาชุมชน

การศึกษาเรื่องสังคมวิทยาทำให้รู้ธรรมชาติของมนุษย์ มีความเข้าใจเรื่องการรวมกลุ่มที่ดีจะทำให้สามารถให้ความเข้าใจนี้ ก่อให้เกิดสังคมและบรรยากาศที่ดีในการบริหารจัดการ ทำให้ทราบว่าการศึกษามีส่วนให้และรับกับส่วนอื่น ๆ อย่างไร ซึ่งจะมีผลให้การบริหารการพัฒนาการศึกษาได้อย่างมีคุณภาพและประสิทธิภาพ


ให้ความเห็น so far
ใส่ความเห็น



ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s



%d bloggers like this: